คดีลินด์เซย์ แคลนซี จุดกระแสพูดถึงสุขภาพจิตแม่หลังคลอด สิ่งที่สังคมยังเข้าใจผิด
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การพิจารณาคดีของลินด์เซย์ แคลนซี (Lindsay Clancy) แม่และพยาบาลชาวอเมริกันที่ถูกกล่าวหาว่าสังหารลูกสามคนของตัวเองเมื่อปี 2023 (พ.ศ. 2566) ก่อนพยายามฆ่าตัวตาย ได้เริ่มต้นขึ้นที่ศาลแห่งหนึ่งใกล้เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา
คดีนี้จุดกระแสการรายงานข่าวเกี่ยวกับสุขภาพจิตของแม่หลังคลอดอย่างมาก โดยเฉพาะภาวะ "โรคจิตหลังคลอด" (postpartum psychosis) ซึ่งเป็นภาวะทางจิตเวชรุนแรงที่อยู่ที่ใจกลางของคดีนี้ ภาวะนี้พบได้ประมาณ 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ของการคลอดบุตรทั้งหมด แต่สื่อและนักข่าวจำนวนมากกลับรายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับภาวะนี้
แคสซี ชอร์ตสลีฟ นักข่าวสายสุขภาพที่ทำงานด้านสุขภาพแม่และเด็กมานานกว่าแปดปี และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร Chamber of Mothers ระบุว่าโรคจิตหลังคลอดเป็นเพียงส่วนปลายยอดของวิกฤตที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือภาวะสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดโดยรวม ซึ่งรวมถึงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลที่พบได้บ่อยกว่ามาก โดยส่งผลกระทบต่อแม่มือใหม่ราว 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 7 คน หรือคิดเป็นผู้หญิงอเมริกันประมาณ 700,000 คนต่อปี
ภาวะสุขภาพจิตเหล่านี้ล้วนรักษาได้ และบางกรณียังป้องกันได้ด้วย แต่สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ในสหรัฐฯ ปัจจุบันไม่ใช่ภาวะตกเลือดหรือครรภ์เป็นพิษอีกต่อไป แต่เป็นภาวะสุขภาพจิต รวมถึงการฆ่าตัวตายและการใช้ยาเกินขนาด
โรคจิตหลังคลอดคืออะไร
แพทย์ที่ศึกษาภาวะนี้อธิบายว่าโรคจิตหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชที่มีลักษณะเด่นคือการหลุดออกจากความเป็นจริง มักมาพร้อมอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน สลับกับช่วงเวลาที่มีสติสัมปชัญญะปกติ
จุดที่สำคัญคือช่วงเวลาที่มีสติปกตินี้เอง แคทเธอรีน เบิร์นดอร์ฟ (Catherine Birndorf) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแม่และผู้ก่อตั้งศูนย์ The Motherhood Center อธิบายว่าผู้ป่วยโรคจิตหลังคลอดจำนวนมากอาจมองไม่ออกจากภายนอกเลยว่าเป็นผู้ป่วย แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง แต่ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติป่วยทางจิตมาก่อนเลย
อีกข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคจิตหลังคลอดไม่ได้ทำร้ายลูกของตัวเอง แม้ภาวะนี้จะมีความเสี่ยงต่อการฆ่าลูกอยู่จริง แต่ตัวเลขที่มักถูกอ้างถึงบ่อยครั้งว่าอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์นั้น นักวิจัยชั้นนำในสาขานี้ระบุว่าตัวเลขจริงน่าจะต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับภาวะนี้
โรคจิตหลังคลอดเป็นหนึ่งในภาวะที่ซับซ้อนที่สุดที่ผู้หญิงต้องเผชิญหลังคลอดบุตร และเช่นเดียวกับหลายเรื่องในด้านสุขภาพผู้หญิง เรายังรู้เรื่องนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก
ที่จริงแล้วภาวะนี้ยังไม่ถูกบรรจุอยู่ในคู่มือวินิจฉัยทางการแพทย์ ในเดือนตุลาคม 2025 (พ.ศ. 2568) คณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติเพิ่งเสนอเป็นครั้งแรกให้บรรจุภาวะนี้ในทั้งคู่มือ DSM-5 และบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ แต่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญเองก็ยังถกเถียงกันว่าควรจัดอยู่ในหมวดใด ข้อเสนอปัจจุบันจะจัดให้เป็นรูปแบบหนึ่งของโรคไบโพลาร์ ซึ่งก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะผู้ป่วยโรคจิตหลังคลอดราว 30 เปอร์เซ็นต์ไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์เลย
งานวิจัยด้านนี้ยังมีอยู่ไม่มากนัก เพราะสาขาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดยังถือว่าใหม่มากในวงการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเคยเล่าว่าเมื่อปี 1987 (พ.ศ. 2530) เธอต้องเดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะตอนนั้นสหรัฐฯ ยังไม่มีสาขา "จิตเวชศาสตร์ปริกำเนิด" อยู่เลยด้วยซ้ำ
จะพูดถึงสุขภาพจิตแม่อย่างมีความรับผิดชอบได้อย่างไร
ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก มีความรู้และความตระหนักรู้เพิ่มขึ้น จนแทบทุกคนที่มีพื้นที่สื่อรู้สึกว่าต้องออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้
แต่สุขภาพจิตของแม่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องนำเสนออย่างระมัดระวัง การเพิ่มความตระหนักรู้จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่เผยแพร่นั้นถูกต้องและทันสมัยเท่านั้น เพื่อให้ผู้หญิงและครอบครัวได้รับการดูแลที่จำเป็นและช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ การรายงานข่าวเรื่องนี้จึงต้องไม่สร้างความตื่นตระหนกและต้องมีความรับผิดชอบ
องค์กร Postpartum Support International เคยเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนเกี่ยวกับการรายงานข่าวโศกนาฏกรรมด้านสุขภาพจิตแม่ โดยชี้ว่างานวิจัยพบว่าอาชญากรรมที่ผู้หญิงก่อ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับลูกของตัวเอง มักได้รับการรายงานข่าวที่มีรายละเอียดโจ่งแจ้งและยาวนานกว่าคดีลักษณะเดียวกันที่ผู้ชายก่อ องค์กรจึงเรียกร้องให้สื่อปฏิบัติตามข้อควรระวังพื้นฐาน เช่น การแนบเบอร์สายด่วนสุขภาพจิตแม่ (Maternal Mental Health Hotline) ไว้เสมอ
หลายคนเป็นแม่ที่รู้สึกหวาดกลัวและเจ็บปวดจากข่าวนี้ คดีนี้สมควรถูกรายงานและสังคมก็ควรพูดถึงสุขภาพจิตแม่มากขึ้น แต่ก็มีวิธีที่เหมาะสมกว่าการนำเสนอรายละเอียดโหดร้ายในชีวิตของใครสักคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้ทุกคนรู้ว่าภาวะเหล่านี้แม้จะน่ากลัวเพียงใด แต่เป็นภาวะชั่วคราวและรักษาได้ และควรมีคนคอยบอกว่าจะขอความช่วยเหลือได้จากที่ไหน
ดร. เบิร์นดอร์ฟกล่าวว่า "เวลาที่ฉันคุยกับผู้ป่วยรายใหม่ทางโทรศัพท์ ฉันจะบอกพวกเขาเสมอว่า เราทำแบบนี้กันมาตลอด และเราสามารถช่วยให้คุณหายดีได้"
ก้าวต่อไปของสุขภาพแม่
ขณะนี้มีกระแสสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนกล้าพูดถึงสุขภาพจิตของตัวเองมากขึ้น การลดการตีตราและช่วยให้แม่รู้สึกไม่โดดเดี่ยวเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่จำเป็น
คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายสุขภาพแม่และผู้หญิงในสหรัฐฯ ร่างกฎหมาย NIH IMPROVE Act ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดกฎหมาย Momnibus ที่มุ่งยุติวิกฤตสุขภาพแม่ในประเทศ เพิ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อไม่นานนี้ ขณะเดียวกัน American College of Obstetricians and Gynecologists ร่วมกับ Society for Women's Health Research และ Women First Research Coalition ก็เพิ่งเสนอยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อลดช่องว่างงานวิจัยด้านสุขภาพผู้หญิง
นโยบายอย่างการลาคลอดแบบมีเงินเดือนก็กำลังได้รับความสนใจในระดับรัฐมากขึ้น องค์กรและบริษัทที่มุ่งเน้นสุขภาพผู้หญิงก็เริ่มได้รับเงินทุนสนับสนุนมากขึ้นในที่สุด
ท่ามกลางการไว้อาลัยให้กับเด็กทั้งสามคน สังคมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพผู้หญิง สุขภาพแม่ และสุขภาพจิตอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบที่ช่วยเหลือแม่ได้จริง ดร. เบิร์นดอร์ฟกล่าวทิ้งท้ายว่า หากสังคมมองว่าภาวะสุขภาพจิตเหล่านี้คือโรคทางการแพทย์อย่างแท้จริง มีการรักษาที่ได้ผล ลดการตีตราและความอับอาย ให้ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ ก็จะช่วยป้องกันโศกนาฏกรรมเช่นนี้ได้ดีขึ้นในอนาคต
แหล่งขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแม่
- กรณีฉุกเฉิน โทร 911 (สำหรับผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ) ตลอด 24 ชั่วโมง
- สายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติสหรัฐฯ โทร 988 ตลอด 24 ชั่วโมง
- สายด่วนสุขภาพจิตแม่แห่งชาติสหรัฐฯ (National Maternal Mental Health Hotline) โทร 833-852-6262 มีล่ามภาษาสเปนและอังกฤษตลอด 24 ชั่วโมง
- องค์กร Postpartum Support International ให้ข้อมูลความรู้และกลุ่มสนับสนุนฟรีสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว
tag:#สุขภาพจิต #โรคจิตหลังคลอด #สุขภาพแม่ #LindsayClancy #MaternalMentalHealth #PostpartumPsychosis #สุขภาพผู้หญิง #ครอบครัว #USNews #FarangThai