ทรัมป์เปลี่ยนชื่อ 'Lake America' ปลุกความล้มเหลวทางการเมืองครั้งใหญ่กลับมา
ยิ่งนานวัน ดูเหมือนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะยิ่งพยายามทำเรื่องที่ไม่เป็นที่นิยมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 (พ.ศ. 2569) จะมาถึง แต่ล่าสุดเขาอาจทำสถิติใหม่ให้ตัวเองอีกครั้ง
เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ (Lake Ontario) เป็น "Lake America" หลังจากแคนาดา (Canada) ปฏิเสธที่จะยอมอ่อนข้อในสงครามการค้าที่เขาเพิ่งเปิดฉากขึ้น
แม้จะยังไม่มีผลสำรวจความคิดเห็นเฉพาะเรื่องนี้ออกมา แต่ก็ยากจะเชื่อว่าท่าทีนี้จะไม่กลายเป็นความล้มเหลวทางการเมืองอีกครั้ง และแม้เรื่องนี้อาจไม่ทำให้ชาวอเมริกันโกรธเกรี้ยวมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มจะตอกย้ำภาพจำเดิมที่ว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยมากกว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ๆ อย่างการลดค่าครองชีพ
ท่าทีนี้ชวนให้นึกถึงหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่โด่งดังที่สุดของทรัมป์ในวันแรกที่กลับเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเขาลงนามคำสั่งเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) เป็น "อ่าวอเมริกา" (Gulf of America) ซึ่งครั้งนั้นกระแสตอบรับกลับแย่อย่างเห็นได้ชัด
ผลสำรวจของอิปซอส (Ipsos) ในสัปดาห์นั้นพบว่าชาวอเมริกันคัดค้านการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวถึง 70%-25% โดยกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระราว 8 ใน 10 คนไม่เห็นด้วย เช่นเดียวกับสมาชิกพรรครีพับลิกัน 45% ขณะที่คนที่คัดค้านอย่างหนักแน่น (46%) มีมากกว่าคนที่สนับสนุนอย่างหนักแน่น (10%) ถึงกว่าสี่เท่า
ผลสำรวจของมาร์เก็ตต์ ลอว์ สคูล (Marquette Law School) ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันก็ให้ผลคล้ายกัน โดยชาวอเมริกันคัดค้านการเปลี่ยนชื่อ 71%-29%
ผลสำรวจชี้ "อ่าวอเมริกา" ไม่เป็นที่นิยมที่สุด
ทั้งสองผลสำรวจได้ทดสอบความคิดเห็นต่อความเคลื่อนไหวหรือมาตรการต่าง ๆ ในช่วงต้นสมัยของทรัมป์ และที่น่าทึ่งคือ "อ่าวอเมริกา" กลายเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่นิยมที่สุดในบรรดา 8 เรื่องที่มาร์เก็ตต์สำรวจ และไม่เป็นที่นิยมเป็นอันดับสองในบรรดา 15 เรื่องที่อิปซอสสำรวจ
ทั้งสองผลสำรวจยังชี้ว่าเรื่องนี้ไม่เป็นที่นิยมยิ่งกว่าการที่ทรัมป์อภัยโทษให้จำเลยคดี 6 มกราคม 2021 (พ.ศ. 2564) เสียอีก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการช่วงต้นที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุดของเขา
นับจากนั้นมา ชาวอเมริกันก็มองพฤติกรรมชอบเปลี่ยนชื่อสิ่งต่าง ๆ ของทรัมป์ในแง่ลบมาโดยตลอด รวมถึงการนำชื่อตัวเองไปตั้งด้วย หลังคณะกรรมการที่ทรัมป์แต่งตั้งเองพยายามเปลี่ยนชื่อศูนย์เคนเนดี (Kennedy Center) เป็นชื่อของเขา ผลสำรวจของซีเอ็นเอ็น (CNN) เมื่อเดือนที่แล้วพบว่าชาวอเมริกันเห็นว่าเขา "ทำเกินไป" ในการเปลี่ยนแปลงสถาบันลักษณะนี้ ด้วยสัดส่วนถึง 2 ต่อ 1
ผลสำรวจของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) พบว่ามีชาวอเมริกันเพียง 9% เท่านั้นที่เห็นว่าการนำชื่อทรัมป์ไปตั้งชื่อสิ่งต่าง ๆ ขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่นั้นเหมาะสม แต่รัฐบาลของเขาก็ยังพยายามทำเช่นนั้นต่อไป ล่าสุดซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ากองทัพเรือกำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อเรือบรรทุกเครื่องบินที่เดิมตั้งตามชื่อวีรบุรุษสงครามผิวดำ มาเป็นชื่อของทรัมป์แทน
เหตุใด "Lake America" อาจแย่กว่า "อ่าวอเมริกา"
มีเหตุผลให้เชื่อว่ากระแสตอบรับต่อ "Lake America" จะยิ่งแย่กว่ากรณี "อ่าวอเมริกา" เสียอีก เหตุผลหลักคือชาวอเมริกันมักมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจแคนาดามากกว่าเม็กซิโก (Mexico) แม้จะมีกลุ่มคนที่สนับสนุนมาตรการเข้มงวดต่อเม็กซิโก โดยเฉพาะจากปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายตามแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าแคนาดาไม่ได้สร้างความรู้สึกในแง่ลบแบบเดียวกัน
เมื่อทรัมป์เริ่มเก็บภาษีนำเข้ากับทั้งแคนาดาและเม็กซิโกในช่วงต้นของสมัยที่สอง มาตรการต่อแคนาดากลับไม่เป็นที่นิยมมากกว่าเล็กน้อย โดยชาวอเมริกันกว่า 6 ใน 10 คนคัดค้านมาตรการดังกล่าว (แม้เรื่องนี้จะไม่ได้หยุดยั้งทรัมป์จากการเปิดสงครามการค้ากับแคนาดาอีกครั้งก็ตาม)
ชาวอเมริกันยังไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของทรัมป์ที่จะให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ โดยผลสำรวจของมาร์เก็ตต์เมื่อปีที่แล้วพบว่า 75% ของชาวอเมริกันคัดค้านแนวคิดนี้
อีกปัญหาสำคัญคือเรื่องของเวลาที่ผ่านไป ท่าทีลักษณะนี้อาจดูน่ารักไปบ้างในช่วงที่ทรัมป์ยังมีคะแนนนิยมสูงตอนต้นสมัย แต่ตอนนี้มันเสี่ยงที่จะตอกย้ำภาพว่าเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กน้อย และยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องที่ชาวอเมริกันไม่ต้องการเห็นเลย
ผลสำรวจในช่วงที่ผ่านมาชี้ว่าราวสามในสี่ของชาวอเมริกันมองว่าทรัมป์ละเลยประเด็นสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพ แต่กลับใช้เวลาไปกับการทำสงครามกับอิหร่าน (Iran) ซึ่งดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และเปิดสงครามการค้ากับแคนาดาซึ่งก็อาจดันราคาสินค้าให้สูงขึ้นเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทะเลสาบออนแทรีโอไม่ได้ตั้งชื่อตามแคนาดาด้วยซ้ำ
คราวนี้ทรัมป์กำลังนำความสนใจกลับไปที่มาตรการที่ชาวอเมริกันเคยมองว่าไร้สาระตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และอาจดูไร้เหตุผลยิ่งกว่าเดิม เพราะทะเลสาบออนแทรีโอไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามมณฑลออนแทรีโอของแคนาดาด้วยซ้ำ แต่ถูกตั้งชื่อมาก่อนหน้านั้นถึง 200 ปี ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17
แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนก็ยังไม่เห็นด้วย โดย ส.ส. ทอม ทิฟฟานี (Tom Tiffany) ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกันให้ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าชื่อทะเลสาบควรคงไว้เช่นเดิม
ทรัมป์พูดติดตลกในห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันพฤหัสบดีว่าเขาอาจยังไม่หยุดเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำต่าง ๆ
"เรามีอ่าวแล้ว เรามีทะเลสาบแล้ว ตอนนี้ที่เหลือก็แค่มหาสมุทร" เขากล่าว "งั้นบางทีเราอาจต้องเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกและหรือแปซิฟิก บางทีอาจเปลี่ยนทั้งคู่เลย"
จะพูดว่านี่คือการเล่นซ้ำเพลงฮิตของเขาก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วมันคือการเล่นซ้ำความล้มเหลวมากกว่า
tag:#DonaldTrump #LakeAmerica #ทะเลสาบออนแทรีโอ #แคนาดา #สงครามการค้า #เลือกตั้งกลางเทอม #การเมืองสหรัฐ #GulfOfAmerica #ข่าวต่างประเทศ #WorldNews #FarangThai