ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารใหม่เล็งเป้าสัญชาติโดยกำเนิด หลังศาลสูงตีตก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ลงนามคำสั่งบริหารสองฉบับเมื่อวันพฤหัสบดี ในความพยายามล่าสุดที่จะปฏิเสธสัญชาติให้กับเด็กบางกลุ่มที่เกิดในสหรัฐฯ หลังศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำตัดสินยกเลิกคำสั่งบริหารฉบับก่อนหน้าของเขาที่มุ่งยกเลิกสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด (birthright citizenship)
"เรามีคำตัดสินที่น่าเสียดายมากจากศาลสูงในเรื่องสัญชาติโดยกำเนิด ผลออกมาสูสีมาก" ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามที่ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) เมื่อวันพฤหัสบดี "แต่ก็เป็นคำตัดสินที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องปรับเปลี่ยน"
คำสั่งฉบับหนึ่งที่ทรัมป์ลงนามในวันพฤหัสบดี มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ทำ "การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร" (birth tourism) เชิงพาณิชย์ โดยพยายามปฏิเสธไม่ให้คนกลุ่มนี้เข้าประเทศ ส่วนอีกฉบับขยายคำนิยามของกลุ่มบุคคลที่ระบุว่าไม่มีสิทธิ์ได้สัญชาติโดยกำเนิด เช่น บุตรของพลเมืองต่างชาติที่ทำหน้าที่ล็อบบี้ให้กับรัฐบาลต่างประเทศ
"เรื่องนี้มีคนพูดถึงกันมาไม่ใช่แค่หลายปี แต่เป็นหลายทศวรรษแล้ว" สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว กล่าวถึงประเด็น "การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร"
"แนวคิดที่ว่าคนเดินทางเข้ามาโดยแสร้งทำเป็นนักท่องเที่ยว บอกว่าอยากไปดิสนีย์แลนด์ อยากไปชมอนุสรณ์สถานหรืออุทยานแห่งชาติ แต่เหตุผลจริง ๆ คือมาคลอดลูกเพื่อให้ลูกได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ แล้วออกจากประเทศไปพร้อมกับมีลูกที่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ ติดตัว" มิลเลอร์กล่าว "มันเปิดช่องให้พวกเขาเข้าถึงสวัสดิการ ไปจนถึงคูหาเลือกตั้ง และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ที่ควรเป็นของชาวอเมริกันเท่านั้น ภายใต้ระบบที่มีช่องโหว่นี้"
คำสั่งฉบับหนึ่งระบุรายชื่อกลุ่มบุคคลหลายประเภทที่ระบุว่าไม่ควรได้รับเอกสารรับรองสัญชาติ รวมถึงบุตรของผู้ที่ "ทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์เพื่อให้แน่ใจว่ามารดาของบุคคลนั้นอยู่ในสหรัฐฯ หรือดินแดนของสหรัฐฯ เพื่อคลอดบุตร"
นอกจากนี้ยังรวมถึงบุตรของสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย บุตรของเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ และเด็กที่เกิดในดินแดนของสหรัฐฯ "ที่ไม่ได้รับสัญชาติตามกฎหมายรัฐบาลกลาง"
คำสั่งนี้ไม่มีผลกับผู้ที่มีพ่อหรือแม่อย่างน้อยหนึ่งคนเป็นพลเมืองสหรัฐฯ
ปัจจุบันบุตรของนักการทูตต่างชาติไม่มีสิทธิ์ได้สัญชาติโดยกำเนิดอยู่แล้ว แม้คำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดีอาจขยายขอบเขตของข้อยกเว้นนี้ให้ครอบคลุมมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่เกิดในดินแดนของสหรัฐฯ อย่างเปอร์โตริโก (Puerto Rico) ปัจจุบันยังถือเป็นพลเมืองตามกฎหมายรัฐบาลกลาง

สำนักข่าว Axios รายงานเป็นแห่งแรกว่าทรัมป์จะลงนามคำสั่งดังกล่าว
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 (14th Amendment) ซึ่งให้สัตยาบันในปี 1868 (พ.ศ. 2411) ระบุว่า "บุคคลทุกคนที่เกิดหรือแปลงสัญชาติในสหรัฐอเมริกา และอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของประเทศ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกาและของรัฐที่ตนอาศัยอยู่"
ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อเรื่องสัญชาติโดยกำเนิดมาอย่างยาวนาน โดยเขาและพันธมิตรพยายามให้เหตุผลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งใจใช้เพื่อรับมือกับผลพวงหลังยุคทาสเท่านั้น
"เรื่องนี้เกิดขึ้นทันทีหลังสงครามกลางเมือง เป็นเรื่องของลูกหลานทาส" ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี
ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติหกต่อสามว่าคำสั่งบริหารฉบับแรกของประธานาธิบดี ซึ่งลงนามในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2025 (พ.ศ. 2568) ขัดต่อกฎหมายและขัดกับเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14
เมื่อถูกถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าคำสั่งบริหารฉบับใหม่นี้จะผ่านการตรวจสอบทางรัฐธรรมนูญ ทรัมป์ตอบว่า "ผมคิดว่าผ่านแน่นอน"
สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (American Civil Liberties Union หรือ ACLU) ออกมาประณามคำสั่งบริหารดังกล่าว และคาดการณ์ว่าจะแพ้คดีในชั้นศาล
"ศาลสูงตัดสินประเด็นนี้ไปแล้วว่า สัญชาติโดยกำเนิดได้รับการรับประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีคำสั่งบริหารฉบับใดสามารถเปลี่ยนความหมายของรัฐธรรมนูญได้ คำสั่งบริหารใดก็ตามที่พยายามเขียนนิยามสัญชาติโดยกำเนิดใหม่ จะพบชะตากรรมเดียวกับฉบับก่อนหน้า" โคดี้ วอฟซี (Cody Wofsy) รองผู้อำนวยการโครงการสิทธิผู้อพยพของ ACLU กล่าวในแถลงการณ์
ประเด็น "การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร" ถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการไต่สวนด้วยวาจาที่ศาลสูง โดยประธานศาลสูง จอห์น โรเบิร์ตส์ (John Roberts) กล่าวกับอัยการสูงสุดสหรัฐฯ จอห์น ซาวเออร์ (John Sauer) ว่า "ท่านก็เห็นด้วยใช่ไหมว่าเรื่องนั้นไม่มีผลต่อการวิเคราะห์ทางกฎหมายที่เรากำลังพิจารณาอยู่" ซึ่งซาวเออร์ตอบว่าปรากฏการณ์การท่องเที่ยวลักษณะนี้เป็นหลักฐานของผลกระทบด้านลบจากการตีความข้อกำหนดเรื่องสัญชาติในปัจจุบัน
"ตอนนี้เราอยู่ในโลกใหม่ ที่ประชากรกว่า 8,000 ล้านคนห่างจากการมีลูกที่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ แค่เที่ยวบินเดียว" ซาวเออร์กล่าว
"ก็ใช่ มันเป็นโลกใหม่ก็จริง แต่รัฐธรรมนูญยังเป็นฉบับเดิม" โรเบิร์ตส์กล่าวตอบ
tag:#DonaldTrump #BirthrightCitizenship #ศาลสูงสหรัฐ #ACLU #ผู้อพยพ #StephenMiller #การเมืองสหรัฐ #ข่าวต่างประเทศ #USPolitics #FarangThai