วิเคราะห์: อิหร่านมองข้อตกลงเป็นชัยชนะ เร่งฉวยจังหวะส่งออกน้ำมัน แต่ยังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ
อิหร่านประกาศชัย เร่งขายน้ำมันหลังข้อตกลงสงบศึก แต่ยังถูกถ่วงด้วยเศรษฐกิจพังและศึกในเลบานอน
อิหร่านกำลังประกาศตัวเองในฐานะ "ผู้ชนะ" หลังลงนามข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวกับสหรัฐฯ และรีบฉวยจังหวะกลับมาส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก ทว่าเบื้องหลังถ้อยคำที่ดูมั่นใจ สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ยังต้องแบกรับบาดแผลจากสงครามทั้งเศรษฐกิจที่ใกล้ล่มและความไม่พอใจของประชาชน บทวิเคราะห์นี้ชี้ว่าอิหร่านอาจไม่ได้ชนะอย่างแท้จริง แต่ "การอยู่รอด" ต่างหากคือชัยชนะที่แท้จริงของพวกเขา
ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — ขณะที่สื่อในอิหร่านพากันโหมประโคมเรื่อง "ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่" ของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลเตหะรานก็กำลังเร่งฉวยโอกาส ทั้งการเร่งขายน้ำมันภายใต้ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวที่เพิ่งลงนามในสัปดาห์นี้ และพยายามกดดันให้อิสราเอลยุติการโจมตีในเลบานอน
แต่สิ่งที่อิหร่านต้องเผชิญต่อจากนี้ก็หนักหนาไม่น้อย เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาพย่อยยับหลังสงคราม เคยถูกสั่นคลอนด้วยการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคม ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ก็ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ และอิหร่านกำลังจะเข้าสู่การเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ทั้งที่เคยถูกโจมตีระหว่างการเจรจาสองรอบก่อนหน้านี้
ฟาร์ซาน ซาเบต ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันคลังสมอง Geneva Graduate Institute ให้ความเห็นว่า "จะบอกว่าอิหร่านชนะก็เกินไป แต่มันก็เลวร้ายได้มากกว่านี้ ผมคิดว่าชัยชนะที่แท้จริงของอิหร่านคือ...การที่พวกเขายังอยู่รอด"
ข้อตกลงเปิดทางเศรษฐกิจให้อิหร่านอีกครั้ง
ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว สหรัฐฯ ตกลงจะออกใบอนุญาตยกเว้น เพื่อเปิดทางให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบได้ ข้อมูลจาก Lloyd's List Intelligence ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันของรัฐอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำได้ออกเดินทางแล้ว หลังสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อม
บริษัท TankerTrackers.com เปิดเผยว่า เพียง 5 วันที่ผ่านมา อิหร่านส่งออกน้ำมันไปแล้วเกือบ 18 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าราว 1.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าเรืออีกหลายสิบลำกำลังจะออกจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นท่าส่งออกหลักของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย
ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำมันดิบเบรนต์ที่เคยพุ่งเกิน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ราว 80 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ก็ลดลงต่ำกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
ที่ผ่านมามาตรการคว่ำบาตรบีบให้อิหร่านต้องขายน้ำมันผ่าน "กองเรือเงา" โดยขายให้จีนเป็นหลักในราคาต่ำกว่าตลาด แต่ตอนนี้อิหร่านสามารถหาลูกค้าได้กว้างขึ้นและขายได้ราคาดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นรายได้ที่จำเป็นอย่างยิ่งในยามที่ประเทศกำลังบอบช้ำจากสงคราม
วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่
หลังจากทางการอิหร่านยกเลิกการปิดอินเทอร์เน็ตที่กินเวลานานหลายเดือน ชาวอิหร่านจำนวนมากพากันโพสต์ภาพตู้เย็นที่ว่างเปล่า สะท้อนภาวะข้าวยากหมากแพง เนื้อสัตว์และของจำเป็นหลายอย่างมีราคาแพงเกินกว่าหลายครอบครัวจะซื้อหาได้
เงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง จากที่เคยอยู่ที่ 32,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์ในช่วงข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ปัจจุบันร่วงลงเหลือกว่า 1.5 ล้านเรียลต่อดอลลาร์
ฮอลลี แดเกรส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Washington Institute for Near East Policy ประเมินว่า "ความขัดแย้งครั้งนี้คาดว่าทำให้ชาวอิหร่านตกงานอย่างน้อย 1 ล้านตำแหน่ง โดย 20% ของการสูญเสียงานมาจากการที่รัฐสั่งปิดอินเทอร์เน็ต" เธอเสริมว่า ประชาชนทั่วไปที่เดิมก็ลำบากจากการบริหารที่ผิดพลาดและการคอร์รัปชัน ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนเงินเรียลแทบไร้ค่า
ความตกต่ำของเงินเรียลนี่เองที่จุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคม ท้าทายการปกครองของผู้นำสูงสุดในขณะนั้นอย่าง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และนำไปสู่การปราบปรามที่นองเลือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน
ต่อมาคาเมเนอีวัย 86 ปี พร้อมผู้นำระดับสูงคนอื่น ๆ เสียชีวิตจากการโจมตีระลอกแรกของอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีกำหนดจัดพิธีศพระหว่างวันที่ 4-9 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 6 เดือนของการปราบปรามผู้ประท้วง
ฝ่ายสายกลางในอิหร่านพยายามผลักดันให้ประเทศคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจจากการเจรจา เพราะนอกจากการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดแล้ว ข้อตกลงยังให้คำมั่นว่าจะมีกองทุนการลงทุนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สำหรับอิหร่านหากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเงินก้อนนี้จะมาจากไหน
คำถามสำคัญคือ ผู้นำสูงสุดคนใหม่ อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้นำคนเก่า รวมถึงกลุ่มสายแข็ง จะยอมเดินหน้าไปได้ไกลแค่ไหน โดยล่าสุดเขาออกแถลงการณ์สนับสนุนข้อตกลงชั่วคราว แต่ก็ระบุว่ามี "มุมมองที่แตกต่าง" โดยไม่ขยายความเพิ่ม
ข้อตกลงเปราะบาง อาจล่มเพราะเลบานอนและนิวเคลียร์
ความขัดแย้งในเลบานอนกำลังทำให้ข้อตกลงสั่นคลอน การเจรจาที่วางแผนไว้ในวันศุกร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ต้องเลื่อนออกไป หลังการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลังทวีความรุนแรงขึ้น
อิสราเอลยืนยันจะยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของเลบานอนและสู้กับฮิซบอลเลาะห์ต่อไปจนกว่าจะหมดภัยคุกคาม ขณะที่ฮิซบอลเลาะห์ก็ปฏิเสธจะหยุดยิงหากอิสราเอลไม่ถอนทหาร แม้ทั้งสองฝ่ายจะตกลงยุติการสู้รบในวันศุกร์ก็ตาม
อับบาส อารากชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ย้ำว่า "การยุติสงครามในเลบานอนเป็นส่วนที่แยกไม่ออกจากการยุติสงครามโดยสมบูรณ์ และการยุติสงครามก็รวมถึงการยุติการยึดครองด้วย" คำพูดนี้แทบไม่เหลือพื้นที่ให้สหรัฐฯ ขยับ ซึ่งล่าสุดได้เลื่อนการเดินทางของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ไปสวิตเซอร์แลนด์ออกไปแล้ว
ในส่วนของการเจรจานิวเคลียร์ ดูเหมือนอิหร่านจะสามารถถอดสองประเด็นที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกดดันมานานออกจากโต๊ะได้ นั่นคือโครงการขีปนาวุธ และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่างฮิซบอลเลาะห์ ส่วนประเด็นหลักเรื่องนิวเคลียร์ อิหร่านยอมเจือจางยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของตน ซึ่งช่วยคลายความกังวลของสหรัฐฯ ได้ระดับหนึ่ง
แต่การยอมในจุดนี้กลับถูกกลุ่มสายแข็งจัดวิจารณ์ว่าอิหร่าน "ยอมสละไพ่ที่สำคัญที่สุด" สะท้อนแรงกดดันไม่ให้รัฐบาลยอมถอยในประเด็นอื่น โดยเฉพาะโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในวงกว้าง
ซาเบตทิ้งท้ายว่า "ผมไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีกับการเจรจารอบที่สองที่จะเน้นเรื่องนิวเคลียร์ ตอนนี้ผมยังไม่เห็นชัดเลยว่ามันจะเดินหน้าไปไหนได้ อย่างน้อยก็ภายในปีนี้"
ที่มา : Associated Press (AP)