หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เตือน ปูตินอาจทดสอบ NATO ด้วยปฏิบัติการยั่วยุ
การประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียอาจเริ่มกล้าอนุมัติปฏิบัติการยั่วยุในดินแดนของ NATO (องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ) มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อทดสอบความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตร เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับ CBS News
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ได้รับการบรีฟเรื่องนี้ระบุว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) อาจพร้อมที่จะอนุมัติปฏิบัติการยั่วยุที่อาจลุกลามเข้าสู่ดินแดนของ NATO มากขึ้นเรื่อยๆ
ปฏิบัติการเหล่านั้นอาจรวมถึงปฏิบัติการแบบผสมผสาน (hybrid operations) การโจมตีทางไซเบอร์ และมาตรการอื่นๆ ที่ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นทำสงครามแบบเดิม เจ้าหน้าที่ระบุ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า การประเมินนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณความเสี่ยงของปูติน เมื่อเทียบกับเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ เป้าหมายที่เป็นไปได้ไม่จำเป็นต้องเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการทดสอบความเป็นเอกภาพของ NATO และความเต็มใจของรัฐบาลทรัมป์ในการตอบโต้หากพันธมิตร NATO ถูกโจมตี
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพบโดรนบรรจุวัตถุระเบิดที่สนามบินในเมืองไลพ์ซิก (Leipzig) ประเทศเยอรมนี ซึ่งสหรัฐฯ ประเมินว่ามีต้นตอมาจากรัสเซีย เจ้าหน้าที่ระบุ
เจ้าหน้าที่ชี้ให้เห็นรูปแบบของเหตุการณ์อื่นๆ ที่เพิ่มความกังวล ได้แก่ การที่โดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโรมาเนีย ขีปนาวุธรัสเซียที่ล้ำเข้าไปในโปแลนด์เมื่อเดือนที่แล้ว และการเพิ่มขึ้นของปฏิบัติการก่อวินาศกรรม การโจมตีทางไซเบอร์ และยุทธวิธีแบบผสมผสานอื่นๆ ทั่วยุโรปที่ต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือรัสเซีย
มาร์ก รึตเทอ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO และผู้นำยุโรปคนอื่นๆ ยืนยันมาตลอดในที่สาธารณะว่า รัสเซียกำลังขยายการใช้ยุทธวิธีแบบผสมผสาน โดยรึตเทอเคยเตือนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า "เราคือเป้าหมายต่อไปของรัสเซีย และเราตกอยู่ในอันตรายอยู่แล้ว" พร้อมระบุว่ามอสโกอาจพร้อมใช้กำลังทหารต่อ NATO "ภายใน 5 ปี"
การประเมินของสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียยังคงต้องแบกรับความสูญเสียมหาศาลในสมรภูมิยูเครน
จอห์น แรตคลิฟฟ์ (John Ratcliffe) ผู้อำนวยการ CIA กล่าวในเวทีความมั่นคงเมื่อเดือนที่แล้วว่า ข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ สอดคล้องกับตัวเลขประเมินในสนามรบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งระบุว่าทหารรัสเซียที่เพิ่งเข้าประจำการมีชีวิตรอดเพียง 20 ถึง 30 นาที ก่อนจะถูกสังหารหรือบาดเจ็บ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการที่ยูเครนใช้โดรนโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่ารัสเซียสูญเสียกำลังพลราว 30,000 นายต่อเดือน หรือระหว่าง 5,000 ถึง 7,000 นายต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราการเกณฑ์ทหารใหม่
ขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามยังคงชะงักงัน โดยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการกลับไปเจรจากันอีกครั้ง
CIA ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ขณะที่ NATO ยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็น ด้าน CBS News ได้ติดต่อไปยังสถานทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเพื่อขอความเห็นแล้วเช่นกัน
หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเรื่องการประเมินนี้
ตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญาที่ก่อตั้ง NATO ประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศต้องเข้าช่วยเหลือกันในการป้องกันประเทศ โดยถือว่าการโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งเท่ากับการโจมตีสมาชิกทั้งหมด
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เคยแสดงความสงสัยต่อข้อตกลงนี้อยู่หลายครั้ง โดยเมื่อปีที่แล้วเขากล่าวว่า "มีคำนิยามของมาตรา 5 อยู่หลายแบบ" และเขาไม่มั่นใจว่าประเทศสมาชิก NATO จะเข้าช่วยเหลือสหรัฐฯ หากจำเป็นหรือไม่ (มาตรา 5 เคยถูกใช้จริงเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ หลังสหรัฐฯ ถูกกลุ่มอัลกออิดะห์โจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544)
ในโอกาสอื่นๆ ทรัมป์ก็เคยกล่าวว่าสหรัฐฯ จะปกป้องประเทศสมาชิก NATO เช่นกัน
ทรัมป์เคยตำหนิประเทศสมาชิก NATO บางประเทศ โดยกล่าวหาว่าพันธมิตรบางรายใช้จ่ายด้านกลาโหมของตนเองไม่เพียงพอ และวิจารณ์ที่ไม่เข้าร่วมสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
รัฐบาลของทรัมป์ยังพยายามผลักภาระด้านการป้องกันประเทศให้ประเทศในยุโรปรับผิดชอบมากขึ้น และเคยพิจารณาถอนกำลังทหารหลายพันนายออกจากเยอรมนี แม้ว่าประธานาธิบดีจะยกเลิกแผนยกเลิกการส่งกำลังทหารไปโปแลนด์เมื่อช่วงต้นปีนี้ก็ตาม
tag:#Russia #NATO #VladimirPutin #DonaldTrump #Ukraine #สงครามยูเครน #ตะวันตก #ความมั่นคงยุโรป #Article5 #ข่าวต่างประเทศ #WorldNews #FarangThai