เนทันยาฮูได้สงครามกับอิหร่านสมใจ แต่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง
หลังพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน (Iran) มานานหลายสิบปี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล (Israel) ในที่สุดก็ได้สมใจ แต่หลังการสู้รบที่ยืดเยื้อไม่จบสิ้นมาหกเดือน อิสราเอลอาจตกอยู่ในสถานะที่แย่กว่าก่อนสงครามเสียอีก
สาธารณรัฐอิสลามที่เนทันยาฮูมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศตนมาตลอด ไม่เพียงแต่รอดพ้นจากสงคราม แต่ยังดูเหมือนจะกล้าแข็งขึ้นด้วยซ้ำ
สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปัญหาของเนทันยาฮูคือท่าทีที่ผันผวนของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมกับอิสราเอลเปิดฉากความขัดแย้งเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่กลับประกาศหยุดยิงกะทันหันในเดือนเมษายน และหันไปหาทางออกด้วยการเจรจา หลังกระแสความเห็นสาธารณะเริ่มแย่ลงและราคาน้ำมันพุ่งสูง
"นี่คือความล้มเหลวครั้งใหญ่ของยุทธศาสตร์อิสราเอลต่ออิหร่าน" แดนนี ซิทริโนวิตซ์ (Danny Citrinowicz) อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองระดับสูงของอิสราเอลด้านอิหร่าน ปัจจุบันประจำอยู่ที่สถาบันเพื่อการศึกษาความมั่นคงแห่งชาติในเทลอาวีฟ (Tel Aviv) กล่าว
"ใช่ เรามีความสำเร็จในระดับปฏิบัติการ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์เราล้มเหลว"
อิสราเอลสังหารอาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านตั้งแต่วันแรกของสงคราม ผู้นำที่ปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างไร้ความปรานี รวมถึงการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อต้นปีนี้ และหนุนหลังกลุ่มต่อต้านอิสราเอลอย่างรุนแรงอย่างฮามาส (Hamas) ซึ่งเป็นผู้นำการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 (พ.ศ. 2566)
แต่คาเมเนอียังถูกมองว่าเป็นผู้ที่ยับยั้งไม่ให้อิหร่านเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ ความลังเลนี้อาจสิ้นสุดลงหากสาธารณรัฐอิสลามรู้สึกว่าสูญเสียแสนยานุภาพในการป้องปรามแบบเดิมไปแล้ว
แม้ทรัมป์จะประกาศทำสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่านเมื่อไม่นานนี้ และสั่งโจมตีเพิ่มเติมเป็นระยะ แต่เขาก็แสดงท่าทีสนับสนุนข้อตกลงที่จะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน
เนทันยาฮูเคยปฏิเสธข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (พ.ศ. 2558) ที่เจรจาโดยบารัค โอบามา (Barack Obama) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้นอย่างแข็งกร้าว
ซิทริโนวิตซ์ระบุว่าตอนนี้อิสราเอลต้องเลือกระหว่างยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่จะทำให้อิหร่านแข็งแกร่งขึ้น หรือพยายามกดดันอิหร่านให้อ่อนแอลงต่อไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่อิหร่านจะแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์
"อิสราเอลพยายามทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน แต่มันจะไม่ได้ผล" เขากล่าว
ทำให้อ่อนแอ กับ โค่นล้ม
ชาวอิสราเอลถึง 92 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าอิหร่านเป็นฝ่ายชนะหรือได้ประโยชน์จากความขัดแย้งครั้งนี้มากกว่า ตามผลสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายนโดยมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม ร่วมกับสถาบันอากัม (Agam Institute) ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับเนทันยาฮูก่อนการเลือกตั้งวันที่ 27 ตุลาคม
เนทันยาฮูเคยกล่าวว่าเขาหวังจะ "สร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" แต่ไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าการโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลามเป็นเป้าหมายของเขา
บางฝ่ายมองว่าเนทันยาฮูกำลังเดินตามแนวทางที่อิสราเอลเคยใช้ในกาซา เลบานอน และซีเรีย นั่นคือสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้อิสราเอลสามารถกลับมาโจมตีซ้ำได้ตามที่เห็นสมควรในภายหลัง ยุทธศาสตร์ที่ประเทศนี้เรียกอย่างสละสลวยว่า "การตัดหญ้า"
"เนทันยาฮูไม่ได้มองว่านี่คือความพ่ายแพ้ เขาทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโดยตรงกับอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลยังอยู่ข้างสนามไปก่อน" นักการทูตต่างชาติรายหนึ่งประจำอิสราเอลบอกกับสำนักข่าว AFP โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ
การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอล 25 คน และในเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองสี่คน แต่ในระยะหลังอิหร่านหันไปเล็งเป้าโจมตีประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นฐานทัพให้กองทหารสหรัฐฯ มากขึ้น
อเล็กซ์ กรินเบิร์ก (Alex Grinberg) นักวิจัยอาวุโสด้านอิหร่านของศูนย์วิจัยทูราน (Turan Research Center) ระบุว่าสงครามครั้งนี้ทำให้อิหร่านถอยหลังไปมาก ด้วยการทำลายโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในโครงการนิวเคลียร์ พร้อมสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
"ผมคิดว่าอิสราเอลบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แล้ว คือการปฏิเสธไม่ให้ระบอบการปกครองอิหร่านมีศักยภาพในการคุกคามอิสราเอล" เขากล่าว พร้อมแสดงความสงสัยต่อโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านที่เป็นผลดี
เสี่ยงต่อกระแสความเห็นสาธารณะ
สงครามครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับพันธมิตรสำคัญที่สุดของตนซับซ้อนขึ้น และอาจตัดโอกาสในการปรองดองกับประชาชนอิหร่านในอนาคต
ความขัดแย้งที่ไม่เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลในสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้สงครามกับฮามาสในกาซาก็ทำให้ภาพลักษณ์ของอิสราเอลในสายตาสาธารณชนย่ำแย่อยู่แล้ว
การรับรู้ของสาธารณชนอิหร่านต่ออิสราเอลนั้นประเมินได้ยาก เพราะการสำรวจความคิดเห็นทำได้ยาก แต่ทั้งสองประเทศเคยเป็นพันธมิตรกันก่อนการปฏิวัติอิสลาม และการประท้วงก่อนสงครามก็บ่งชี้ถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลศาสนาอย่างชัดเจน
แม้ทั้งเนทันยาฮูและทรัมป์จะประกาศต่อสาธารณะว่าสนับสนุนประชาชนอิหร่าน แต่สหรัฐฯ และอิสราเอลก็ออกคำขู่ที่รุนแรงถึงขั้นวันสิ้นโลกตลอดช่วงสงคราม โดยแทบไม่แยกแยะระหว่างสาธารณรัฐอิสลามกับพลเมืองของประเทศ และการโจมตีของทั้งสองฝ่ายยังทำลายโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ
"มีความเป็นไปได้จริงที่จะเกิดความเป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างยาวนาน โดยเฉพาะหากสงครามครั้งนี้ถูกจดจำผ่านความสูญเสียของพลเรือนและความเสียหายต่อประเทศ มากกว่าการขจัดผู้นำระดับสูงของระบอบการปกครอง" ลิโอรา เฮนเดลแมน-บาวูร์ (Liora Hendelman-Baavur) นักวิจัยอาวุโสของศูนย์อัลไลแอนซ์เพื่อการศึกษาอิหร่าน มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ กล่าว
"ความเป็นปรปักษ์นั้นอาจไม่ได้ช่วยฟื้นฟูความชอบธรรมให้สาธารณรัฐอิสลาม แต่ก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ในอนาคตซับซ้อนขึ้นไปอีกนาน แม้ผู้นำชุดปัจจุบันจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม"
tag:#อิสราเอล #อิหร่าน #เนทันยาฮู #สงครามอิหร่านอิสราเอล #DonaldTrump #ตะวันออกกลาง #AliKhamenei #นโยบายต่างประเทศ #ข่าวต่างประเทศ #WorldNews #FarangThai