10 อาหารที่คน Gen X รักปานทองคำ แต่คนรุ่นใหม่บอกว่าโยนทิ้งไปเถอะ
เจนเนอเรชัน X (Generation X) หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างช่วงปี 1965-1980 คือรุ่นแรกที่โอบรับ "อาหารสำเร็จรูป" อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะอุ่นไมโครเวฟได้ ดึงฝาเปิดได้ แกะซองกินได้ หรือแค่โยนเข้าเตาอบ พวกเขากินหมด
ไม่ต้องพูดถึงการเตรียมอาหารแบบดั้งเดิมเลย ปอกมันฝรั่งเองน่ะเหรอ ยุ่งยากจะตายไป เทมันฝรั่งทอดแช่แข็งยี่ห้อ ออร์-ไอดา (Ore-Ida) ลงถาดอบ 20 นาทีง่ายกว่าเยอะ
ต้มพาสต้าแล้วทำซอสจากมะเขือเทศเองงั้นเหรอ นั่นมันแรงงานทาสชัดๆ ให้ เชฟ บอยยาร์ดี (Chef Boyardee) อาหารกระป๋องมาช่วยดีกว่า
ยุคที่คุณแม่เริ่มติดละครทีวีอย่าง Dynasty และ Knots Landing คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้หญิงเริ่มออกไปทำงาน เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม (ซึ่งก็ยังเรียกร้องกันอยู่จนถึงทุกวันนี้) ครัวเรือนยุค 1980 กับมื้ออาหารพร้อมหน้าครอบครัวจึงค่อยๆ หายไป กลายเป็นอาหารด่วนบนถาดหน้าทีวีกับพ่อ ขณะที่แม่ยังทำงานอยู่
ไม่มีใครสนใจส่วนผสมในอาหารพวกนี้เลย ทั้งที่ควรจะสนใจ เพราะเค้กฟองน้ำไส้ครีมสีเหลืองห่อทีละชิ้นถึงเก็บได้นานขนาดนั้นก็เพราะเต็มไปด้วยสารกันบูดและสารเติมแต่งนั่นเอง
นี่คือ 10 อาหารที่คน Gen X รักปานทองคำ แต่คนรุ่นใหม่บอกว่าโยนทิ้งไปเถอะ
1. คราฟท์ แม็คแอนด์ชีส (Kraft Macaroni and Cheese)
เริ่มกันที่อันดับหนึ่ง ถ้าไม่เคยกินพาสต้ากล่องนี้ ก็ยังเรียกตัวเองว่า Gen X ตัวจริงไม่ได้ ไม่มีอะไรมาแทนที่ผงชีสสีเหลืองสดในซองได้ ผสมกับไขมันจากนมและเนย นี่คือสุดยอดของอาหารสำเร็จรูปทั้งปวง
2. TV Dinner ของ Swanson's

อาจเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ครบเครื่องที่สุด มาในถาดฟอยล์แบ่งช่องเรียบร้อย ร้อนจัดราวกับนรก มีทั้งกับข้าวหลัก เครื่องเคียงสองอย่าง และของหวาน หวังว่าจะได้บราวนี่มากกว่าแอปเปิลครัมเบิลร้อนลาวา เพราะแอปเปิลครัมเบิลนี่มันของคนแก่ชัดๆ
3. ทวิงกี้ส์ (Twinkies) และเค้กห่อทุกยี่ห้อ
เค้กห่อทีละชิ้นคือของโปรดของเด็กทุกคน ถ้าในกล่องข้าวมีแอปเปิลอยู่ล่ะก็ เตรียมโดนเพื่อนล้อได้เลย แบรนด์อย่าง Hostess, Drake's และ Little Debbie ครองตลาดเค้กอัดสารกันบูดไปเต็มๆ และทุกคนก็รักมันหมด เรื่องสนุกคือทวิงกี้ส์ขึ้นชื่อเรื่องอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานเหลือเชื่อ
4. เชฟ บอยยาร์ดี
แค่บิดฝากระป๋องเปิด ก็กลายเป็นเชฟได้ทันที ราวิโอลี่เนื้อคือสิ่งที่หรูหราที่สุดในกระป๋องแล้ว เนื้อสัตว์ยัดไส้ในแผ่นพาสต้านุ่มฟู เป็นเพื่อนคู่ใจในวันที่โดดเรียนอยู่หอพัก แม้จะอ้างว่าไม่มีสารกันบูดหรือสารเติมแต่ง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าชีสที่ผ่านการดัดแปลงด้วยเอนไซม์คืออะไรกันแน่ รู้แค่ว่ามันอร่อยจริง
5. น้ำผลไม้ไฮ-ซี (Hi-C)
ไฮ-ซีเปรียบเหมือนคูลเอด (Kool-Aid) เวอร์ชันหรูหน่อย ตอนเด็กเคยขอให้แม่ซื้อเพราะโฆษณาบอกว่า "มีน้ำผลไม้ 10%!" ไม่นับน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูงและซูคราโลสที่แฝงอยู่ข้างใน รู้หรือไม่ว่ากฎหมายห้ามเรียกน้ำผลไม้ว่า "จูซ" ถ้าไม่ใช่น้ำผลไม้แท้ 100% นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายยี่ห้อใช้คำว่า "ดริงก์" หรือลงท้ายด้วย "เอด" แทน
6. เชค แอนด์ เบค (Shake N' Bake)
การได้เขย่าเนื้อหมูในถุงพลาสติกพร้อมเกล็ดขนมปังราคาแพงเกินจริง คือความฝันของเด็กทุกคนที่อยากรู้สึกเหมือนกำลังเรียนทำอาหาร และถ้ากินหมูชุบเกล็ดขนมปังแบบนี้ ก็ต้องมีซอสแอปเปิลเป็นเครื่องเคียงคู่กันเสมอ
7. ฮอตพ็อกเก็ตส์ (Hot Pockets)
ตอนที่ของกินชิ้นนี้ดังระเบิดในหมู่ Gen X มันช่วยแก้ปัญหามื้อเที่ยงได้หมดเลย ราคาถูกและกินง่าย แป้งกรอบร้อนฉ่าหลังดึงออกจากไมโครเวฟในห้องพักพนักงาน คำแรกที่กัดเข้าไปจะเจอแฮมกับซอสชีสร้อนราวกับลาวา ถ้าแป้งมีรูรั่วล่ะก็ เตรียมโดนไฟลวกปากได้เลย ต้องรอให้เย็นก่อนกินเสมอ ไม่งั้นหลอดอาหารพังแน่
8. แฮมเบอร์เกอร์ เฮลเปอร์ (Hamburger Helper)

พูดง่ายๆ คือความขี้เกียจในรูปแบบกล่อง ก็แค่เปิดซองพาสต้าที่จริงๆ ซื้อแยกได้ในราคาถูกกว่า ใส่เนื้อบดกับผงเครื่องเทศที่แม่ๆ ส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในครัว ทั้งที่ประหยัดเงินและทำเองได้ง่ายกว่าที่คิด
9. โอรีโอ (Oreos)
คุกกี้ตัวนี้เปรียบเหมือนยาเสพติดของ Gen X กัดก็ได้ บิดก็ได้ ขูดไส้ก็ได้ เลียก็ได้ อร่อยหมดทุกท่า ไส้ครีมตรงกลางอร่อยที่สุดตอนขูดจากหลายชิ้นมารวมกันเป็นก้อน แต่ปัญหาคือคุกกี้ช็อกโกแลตเนื้อแน่นมักติดฟันกราม อย่าแปรงฟันทันทีหลังกินโอรีโอเด็ดขาด
10. ป็อปทาร์ตส์ (Pop-Tarts)
อาหารเช้าในวัยเด็กของทุกคน การเรียกมันว่า "ขนมปังปิ้งสำเร็จรูป" ฟังดูเกินจริงไปหน่อย ข้างในมีลูกกวาดโรยหน้าและแยมร้อนจัด พอโตขึ้นมีงานทำเอง ก็เลือกรสที่อยากกินได้ตามใจ อย่างรสช็อกโกแลตวานิลลาเคลือบน้ำตาล
คนที่ซื้อป็อปทาร์ตส์แบบไม่เคลือบน้ำตาลมากินนี่ก็แปลกไม่น้อย จะกินไปทำไมในเมื่อกินข้าวโอ๊ตอัดแผ่นก็ได้เหมือนกัน
กล่าวถึงเป็นพิเศษ
11. แมนวิช (Manwich)
ไม่เคยกินของนี้เลย แต่เมื่อคุยกับเพื่อนที่ช่วยรวบรวมลิสต์นี้ เธอตะโกนคำว่า "สลอปปี้โจ!" ขึ้นมาทันที เลยรู้สึกว่าต้องพูดถึงสักหน่อย มันคือเนื้อบดในซอสข้นกระป๋องที่ทำให้แฮมเบอร์เกอร์กินยากจนดูเหมือนที่เกิดเหตุอาชญากรรม
12. สีย้อมแดงหมายเลข 2 (Red Dye No. 2)
ข้อนี้ไม่ใช่อาหาร แต่ถ้าใครทันยุค 1970 อาจจำเหตุการณ์ตื่นตระหนกเรื่องสารเคมีตัวนี้ได้ ปี 1969 (พ.ศ. 2512) นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันโภชนาการมอสโกพบว่าหนูทดลองที่กินสีย้อมแดงหมายเลข 2 มีเนื้องอกเพิ่มขึ้น จนทำให้ชาวอเมริกันตื่นตระหนกไปทั่ว และบริษัท Mars ถึงกับดึง M&M's สีแดงออกจากซองนานเกือบสิบปี ทั้งที่ไม่เคยใช้สีย้อมตัวนี้ในผลิตภัณฑ์เลยด้วยซ้ำ
tag:#GenX #อาหารย้อนยุค #Nostalgia #TVDinner #Twinkies #HotPockets #ขนมยุค90 #JunkFood #Lifestyle #FarangThai