ถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือตาย สำหรับมหาวิทยาลัยอเมริกันที่ทั้งแพงและเอียงซ้ายสุดขั้ว
มหาวิทยาลัยทั่วประเทศกำลังเผชิญยอดสมัครเรียนที่ลดลงและงบประมาณที่ขาดแคลน
มหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตร้ายแรง ทั้งยอดสมัครเรียนที่ดิ่งลงและงบประมาณที่พังทลาย และต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนสร้างปัญหานี้ขึ้นมาเอง
ตัวเลขน่าตกใจคือมหาวิทยาลัยเอกชนไม่แสวงหากำไรกว่า 130 แห่งประกาศปิดตัวหรือควบรวมกิจการในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และตามข้อมูลของ Huron Consulting Group สถาบันการศึกษาเอกชนไม่แสวงหากำไรมากถึง 442 แห่งจากทั้งหมด 1,700 แห่ง หรือราวหนึ่งในสี่ อาจต้องเผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินขั้นวิกฤตภายในทศวรรษหน้า
หนึ่งในสาเหตุคือปัจจัยทางประชากรศาสตร์ อัตราการเกิดที่ลดลงทำให้เด็กวัยเข้ามหาวิทยาลัยมีจำนวนน้อยลง
มหาวิทยาลัยจะปรับตัวตามยุคสมัย หรือจะล่มสลาย?
แต่อีกส่วนหนึ่งคือมูลค่าของปริญญาที่ร่วงลงเรื่อย ๆ เพราะมหาวิทยาลัยสี่ปีขึ้นราคาอย่างหยิ่งผยองบนสมมติฐานผิด ๆ ว่าตัวเองจะเป็นเส้นทางเดียวสู่ความสำเร็จตลอดไป
มหาวิทยาลัยเหล่านี้ดันค่าเล่าเรียนขึ้นไปถึงระดับ 100,000 ดอลลาร์ต่อปี ทั้งที่ช่องว่างรายได้ระหว่างคนจบมหาวิทยาลัยกับคนจบแค่มัธยมปลายกลับลดลง 28% ระหว่างปี 2015 ถึง 2025
อัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่ 5.7% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งตอนนี้สูงกว่าอัตราว่างงานโดยรวมของประเทศที่ 4.1% เสียอีก สวนทางกับเมื่อ 15 ปีก่อนที่บัณฑิตว่างงานเพียง 5.9% เทียบกับ 9.3% ของแรงงานทั้งหมด
บริษัทใหญ่หลายแห่งอย่างแอปเปิล, ไอบีเอ็ม และฮิลตัน ต่างเลิกกำหนดให้ผู้สมัครงานต้องมีวุฒิปริญญาตรีในตำแหน่งงานนับล้านตำแหน่ง เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่ามหาวิทยาลัยยุคนี้สอนสิ่งที่พนักงานจำเป็นต้องรู้จริง ๆ
มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังปล่อยให้นักศึกษาแบกหนี้ก้อนโตเพื่อเรียนสิ่งที่แทบไม่มีประโยชน์ในตลาดแรงงาน อย่าง "ความรู้" และ "ทักษะ" แนวเอียงซ้ายที่ไม่สามารถนำไปใช้หางานได้จริง
ประชาชนก็เริ่มสังเกตเห็นแล้ว จากผลสำรวจของ Gallup ในปี 2010 มีชาวอเมริกัน 75% ที่มองว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย "สำคัญมาก" แต่ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 35% เมื่อปีที่แล้ว
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับยอดสมัครเรียนหลักสูตรอาชีวศึกษาสองปีที่พุ่งขึ้นถึง 20% ตั้งแต่ปี 2020 (ตามข้อมูลของ National Student Clearinghouse Research Center) เพราะโรงเรียนเหล่านั้นสอนทักษะที่ใช้ได้จริงในราคาที่ถูกกว่ามาก
ผู้ปกครองเองก็เริ่มไม่พอใจด้วยเหตุผลอื่น เหตุใดต้องจ่ายแพงลิบลิ่วเพื่อให้ลูกกลายเป็นคนหัวอ่อนเอียงซ้าย
ผลสำรวจของ Foundation for Individual Rights and Expression พบว่านักศึกษา 34% เห็นว่าการใช้ความรุนแรงเพื่อปิดปากผู้พูดที่เห็นต่างเป็นเรื่องยอมรับได้ ขณะที่อีก 28% เลือกเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงกระแสต่อต้าน
และสถานการณ์นี้เลวร้ายที่สุดในมหาวิทยาลัย "ระดับท็อป" อย่างฮาร์วาร์ดและโคลัมเบีย
ไม่แปลกที่หนังสือพิมพ์ Sunday Times ของลอนดอนรายงานว่ามหาวิทยาลัยในกลุ่ม Southeastern Conference (SEC) ทั้ง 16 แห่ง มีจำนวนนักศึกษาจากรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นถึง 91% ระหว่างปี 2014 ถึง 2023 เพราะมหาวิทยาลัยเหล่านี้พัฒนาด้านวิชาการขึ้นมาก และมีแนวคิดที่เปิดกว้างกว่า
ถึงเวลาแล้วที่ภาคการศึกษาระดับสูงทั้งระบบต้องปรับตัวหรือล่มสลาย ต้องตัดค่าใช้จ่ายด้านบริหารที่ฟุ่มเฟือยและวิชาการปลอมที่ไร้ประโยชน์ เพื่อให้สามารถลดค่าเล่าเรียนลงได้ มิฉะนั้นก็จะไม่มีเงินเหลือพอสนับสนุนทั้งความสิ้นเปลืองเหล่านั้นและทรัพยากรที่มีคุณค่าจริง ๆ ของมหาวิทยาลัย
แวดวงวิชาการยังสามารถรับใช้อุดมการณ์อันสูงส่งของตัวเองต่อไปได้ แต่ต้องเริ่มขจัดปรสิตทั้งหมดที่กำลังกัดกินมันอยู่ก่อน
tag:#มหาวิทยาลัย #การศึกษา #สหรัฐอเมริกา #ค่าเล่าเรียน #Harvard #Columbia #นักศึกษา #อาชีวศึกษา #WorldNews #การเมืองสหรัฐ #FarangThai