9 เหตุผลดีๆ ที่ควรเที่ยวช่วง Shoulder Season หรือช่วงรอยต่อฤดูกาลท่องเที่ยว
นักเดินทางตัวยงมักยกย่องการเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่นว่าดีเพราะค่าใช้จ่ายถูกและคนน้อย แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เพอร์เฟกต์เสมอไป อากาศอาจแปรปรวน ร้านรวงบางแห่งปิดตามฤดูกาล แล้วเราก็อาจพลาดสิ่งที่ทำให้จุดหมายปลายทางนั้นพิเศษไปเลย
นี่จึงเป็นที่มาของ "shoulder season" หรือช่วงรอยต่อฤดูกาลท่องเที่ยว
โดยทั่วไปในซีกโลกเหนือ ช่วงนี้จะตกอยู่ราวเดือนกันยายนถึงตุลาคม คั่นกลางระหว่างไฮซีซั่นหน้าร้อนกับโลว์ซีซั่น ถือเป็นจุดลงตัวที่สุด อากาศดี ร้านค้ายังเปิดให้บริการ คนน้อยลง และราคาถูกลง โดยเฉพาะในยุโรป (Europe) และอเมริกาเหนือ (North America) ถ้าใครกำลังโหยหาทริปแบบที่ฝันไว้จริงๆ อย่างการนั่งจิบเอสเปรสโซ่ที่ร้านริมทางในยุโรป เดินเล่นตามถนนสวยๆ โดยไม่ต้องเบียดกับกรุ๊ปทัวร์ หรือได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นที่ไม่เหนื่อยล้ากับนักท่องเที่ยวจนเกินไป นี่แหละคือช่วงเวลาของคุณ
ต่อไปนี้คือเก้าเหตุผลดีๆ ที่ควรใช้วันลาไปเที่ยวในช่วง shoulder season
1. คนน้อยลงจริง

ข้อนี้อาจฟังดูตรงไปตรงมา แต่ก็เป็นเหตุผลที่หนักแน่นที่สุดข้อหนึ่งเลย เด็กๆ กลับไปโรงเรียนแล้ว และทริปช่วงวันหยุดยาวก็ยังไม่เริ่ม แปลว่าคนจะน้อยลงแทบทุกที่ ต่อคิวที่พิพิธภัณฑ์หรือสวนสนุกสั้นลง เข้าอุทยานแห่งชาติทั้งในสหรัฐฯ (US) ยุโรป และที่อื่นๆ ได้ง่ายขึ้น บรรยากาศโดยรวมก็ไม่วุ่นวาย แม้แต่จุดหมายยอดฮิตตลอดกาลอย่างปารีส (Paris) หรือชายฝั่งอามาลฟี (Amalfi Coast) ก็ยังเที่ยวสนุกกว่าเดิมหลังพ้นช่วงพีคหน้าร้อนไปแล้ว
ผู้เขียนกับกลุ่มเพื่อนพยายามลุ้นระบบจับสลากเพื่อขอใบอนุญาตปีนเส้นทางเชือก Half Dome ที่อุทยานโยเซมิตี (Yosemite) ในรัฐแคลิฟอร์เนียมาสามปีติดต่อกันแต่ไม่เคยได้เลย จนปีที่สี่ลองสมัครช่วงกลางเดือนกันยายน หลังวัน Labor Day ซึ่งถือเป็นวันหยุดสุดท้ายอย่างไม่เป็นทางการของหน้าร้อนในสหรัฐฯ ผลคือได้ใบอนุญาต หาที่พักในอุทยานได้ง่าย และไม่ต้องเบียดฝูงชนที่จุดชมวิว Tunnel View เลย
2. อากาศเย็นสบายขึ้น

ใครเคยรู้สึกเหมือนกำลังจะละลายอยู่ในกรุงโรม (Rome) ช่วงเดือนกรกฎาคม หรือต้องเลิกเดินป่ากลางทะเลทรายเพราะอุณหภูมิพุ่งทะลุ 100 องศาฟาเรนไฮต์ คงเข้าใจดีว่าอุณหภูมิที่พอเหมาะสำคัญแค่ไหน ช่วง shoulder season จะพาอากาศเย็นสบายกว่ามาให้ และยังมีแสงแดดเพียงพอสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งอยู่
ลองดูฝั่งใต้ของสหรัฐฯ ทั้งหมด ตั้งแต่อุทยานแห่งชาติในรัฐยูทาห์ (Utah) ไปจนถึงทะเลทรายในรัฐเท็กซัส (Texas) และชายหาดในรัฐฟลอริดา (Florida) ทุกที่ล้วนแลกความร้อนระอุของหน้าร้อนกับเช้าที่เย็นสบายและบ่ายที่แดดอุ่นทอง จุดหมายริมทะเลอย่างโครเอเชีย (Croatia) และประเทศไทย (Thailand) ก็ได้วันแดดจ้าโดยไม่ร้อนอบอ้าว ส่วนความเสี่ยงพายุเฮอริเคนในทะเลแคริบเบียน (Caribbean) ก็ลดลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ผู้เขียนบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่ชอบที่สุดสำหรับไปเที่ยวชายฝั่งอ่าวของฟลอริดา เพราะชายหาดกับร้านอาหารแทบจะว่างเปล่า คนหน้าร้อนหายไปหมดแล้ว แต่ก็ควรเช็กพยากรณ์อากาศท้องถิ่นก่อนออกเดินทางด้วย
3. ไปตามล่าใบไม้เปลี่ยนสี

ในซีกโลกเหนือ ช่วง shoulder season ของฤดูใบไม้ร่วงมาพร้อมโบนัสชิ้นใหญ่ นั่นคือสีสันใบไม้ที่สวยจัดจ้าน เป็นช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีในหลายพื้นที่ เช่น แถบนิวอิงแลนด์ (New England) แปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ (Pacific Northwest) เทือกเขาร็อกกี (Rocky Mountains) และแถบนิกโก (Nikkō) ในญี่ปุ่น (Japan)
ใครอยากได้ประสบการณ์แบบเต็มอิ่มทุกประสาทสัมผัส ลองจับคู่ทริปโรดทริปสุดไอคอนิกอย่างเส้นทาง Blue Ridge Parkway หรือ Icefields Parkway ในแคนาดา (Canada) เข้ากับการเดินป่าบนภูเขา นั่งรถไฟชมวิว แวะโรงกลั่นไซเดอร์ริมทาง และงานเทศกาลเก็บเกี่ยวในเมืองเล็กๆ ระหว่างทาง
4. ประหยัดขึ้นเยอะ

หนึ่งในข้อดีที่สุดของการเที่ยวช่วง shoulder season คือค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ราคาตั๋วเครื่องบินและโรงแรมมักลดลง ส่วนรถเช่า ทัวร์ และการจองร้านอาหารก็หาได้ง่ายขึ้นและมักถูกลงด้วย
ทริปในฝันที่เคยคิดว่าเกินเอื้อม อาจกลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริงในช่วงนี้ เงินที่ประหยัดได้ยังเอาไปต่อยอดเป็นคืนพักเพิ่มหรืออัปเกรดโรงแรมได้อีกด้วย ผู้เขียนกับเพื่อนสองคนวางแผนโรดทริปห้าวันที่รัฐอะแลสกา (Alaska) ในเดือนกรกฎาคม แต่ราคาเช่ารถบ้าน (RV) แพงมากจนต้องเลื่อนไปเป็นเดือนกันยายนแทน สุดท้ายพักกันยาวถึงแปดวัน แถมยังมีเงินเหลือไปจองทัวร์เฮลิคอปเตอร์ชมธารน้ำแข็งซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในชีวิต
5. อิ่มอร่อยกับอาหารและเทศกาลตามฤดูกาล

ช่วง shoulder season มักตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวในหลายพื้นที่พอดี นั่นแปลว่าจะได้เจอวัตถุดิบสดใหม่ เมนูตามฤดูกาล และงานเทศกาลที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นเต็มไปหมด
ในเยอรมนี (Germany) เทศกาลอ็อกโทเบอร์เฟสต์ (Oktoberfest) และเทศกาลไวน์จะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ต่อจากช่วงไฮซีซั่นหน้าร้อน ส่วนในจุดหมายยอดฮิตสำหรับดูใบไม้เปลี่ยนสีของสหรัฐฯ อย่างเมืองเวล (Vail) และเบร็คเคนริดจ์ (Breckenridge) ก็จะมีอ็อกโทเบอร์เฟสต์ในช่วงกลางเดือนกันยายน คั่นกลางระหว่างปลายหน้าร้อนกับช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีพอดี สวนผลไม้และไร่ฟักทองก็ผุดขึ้นตามเมืองเล็กๆ ทั่วประเทศเช่นกัน ส่วนในยุโรป เทศกาลเห็ดทรัฟเฟิลและน้ำมันมะกอกของอิตาลี (Italy) ก็เริ่มต้นในฤดูใบไม้ร่วง ผสมผสานประสบการณ์อาหารรสเลิศเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น
6. ได้สัมผัสวิถีท้องถิ่นแบบลึกซึ้งขึ้น

จุดหมายยอดฮิตหลายแห่งจะเข้าสู่โหมด "เอาตัวรอด" ในช่วงไฮซีซั่น เพราะร้านค้าแน่นขนัดและคนท้องถิ่นก็เหนื่อยล้า แต่ในช่วง shoulder season ผู้คนมักผ่อนคลายกว่า พร้อมพูดคุยด้วยมากขึ้น (และยินดีแนะนำสถานที่โปรดของตัวเอง) ช่วงเวลาแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนากับคนทำไวน์ คำแนะนำจากบาริสต้า หรือคนขับรถที่ชี้จุดเด็ดให้ดู คือสิ่งที่สร้างเสน่ห์ของการเดินทางจริงๆ
นอกจากนี้ยังได้เดินทางในจังหวะที่ช้าลงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้รู้สึกถึงตัวตนของสถานที่นั้นได้เต็มอิ่มกว่าเดิม จิบเครื่องดื่มช้าๆ นั่งดูผู้คน หรือแวะจอดทุกจุดชมวิวระหว่างทางได้ตามใจ
7. เปิดพื้นที่ให้ความยืดหยุ่นและความสุ่มเสี่ยง

ความต้องการที่น้อยลงในหลายจุดหมายทำให้เรามีพื้นที่ปรับแผนการเดินทางได้ตามใจ อยากเปลี่ยนจากทริปพิพิธภัณฑ์เป็นวันชายหาด หรือลองคลาสทำอาหารที่พนักงานเสิร์ฟแนะนำ นอกช่วงไฮซีซั่นทำได้ง่ายมากโดยแทบไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าเลย
ร้านอาหารที่ปกติต้องจองเต็มในหน้าร้อน อาจมีที่ว่างสำหรับลูกค้าวอล์กอินได้ และมักหาซื้อตั๋วทัวร์แบบเดย์เดียวกันได้ง่ายกว่าเดิม เท่ากับเสียเวลารอคอยน้อยลง และได้เพลิดเพลินมากขึ้น แต่ก็ยังควรจองล่วงหน้าสำหรับสถานที่เฉพาะที่ตั้งใจไปมากๆ อย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre) หรือจุดชมวิวบนตึกในนิวยอร์ก
เคล็ดลับ: ผู้เขียนชอบจองทัวร์ชิมอาหารในวันแรกของทริปเสมอ เพราะเป็นตัวช่วยแนะนำวงการอาหารท้องถิ่นได้ดี (อาจได้เพื่อนใหม่ด้วย) แถมยังได้สำรวจร้านที่อยากกลับไปซ้ำอีกครั้งในภายหลัง
8. เพิ่มโอกาสเจอสัตว์ป่า

ในจุดหมายที่เน้นธรรมชาติ ช่วง shoulder season มักตรงกับช่วงเวลาทองของการดูสัตว์ป่าพอดี ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูผสมพันธุ์ของกวาง กวางเอลก์ และกวางมูสในอเมริกาเหนือ จึงเป็นช่วงที่เหมาะจะได้เห็นสัตว์ใหญ่ที่หายากเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีนกอพยพนับพันตัวบินตามเส้นทางย้ายถิ่น และหมีก็เริ่มเคลื่อนไหวคึกคักขึ้นก่อนจำศีล
เดือนกันยายนถึงตุลาคมในอุทยานแห่งชาติฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ อย่างเยลโลว์สโตน (Yellowstone) ร็อกกีเมาน์เทน (Rocky Mountain) เกลเซียร์ (Glacier) และแกรนด์ทีตัน (Grand Teton) จึงคุ้มค่าเป็นพิเศษ ด้วยอากาศเย็นสดชื่น ป่าไม้ที่แต่งแต้มด้วยสีสันใบไม้เปลี่ยนสี และเสียงร้องของกวางเอลก์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะฤดูนี้
9. ช่วยลดปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน

ปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน หรือ overtourism เป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดของวงการท่องเที่ยว มันสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสัตว์ป่า มรดกทางวัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นที่บางครั้งก็มีจำกัดอยู่แล้วแม้ในสภาพปกติ ปัญหานี้เกิดขึ้นทั้งในจุดหมายยอดฮิตระดับบัคเก็ตลิสต์อย่างกรุงเอเธนส์ (Athens) ไปจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลและอุทยานแห่งชาติต่างๆ วิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดผลกระทบได้คือการไปเที่ยวในช่วง shoulder season นี่แหละ
การทำแบบนี้จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้สม่ำเสมอตลอดทั้งปีมากขึ้น ทำให้ธุรกิจท้องถิ่นดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนกว่าเดิม และรักษาความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละจุดหมายไว้ให้คนรุ่นหลัง อีกทั้งยังทำให้เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของสถานที่นั้น ไม่ใช่แค่ฉากไฮไลต์ที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวดู
tag:#ShoulderSeason #ท่องเที่ยว #เที่ยวยุโรป #เที่ยวอเมริกา #ลดค่าใช้จ่ายเที่ยว #Overtourism #ใบไม้เปลี่ยนสี #เที่ยวคนน้อย #TravelTips #NationalParks #เที่ยวต่างประเทศ #FarangThai