3 เมืองทางเลือกใกล้ปอร์โต เที่ยวแบบไม่ต้องเบียดนักท่องเที่ยว
ปอร์โต (Porto) เมืองใหญ่อันดับสองของโปรตุเกส (Portugal) ขึ้นชื่อเรื่องทำเลริมแม่น้ำสวยงาม อนุสรณ์สถานและโบสถ์เก่าแก่ วงการวัฒนธรรมที่คึกคัก รวมถึงอาหารและไวน์ระดับตำนาน ความน่าหลงใหลนี้เองที่ทำให้ปอร์โตกลายเป็นจุดหมายยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทริปสุดสัปดาห์ จนสุดท้ายก็หนีไม่พ้นปัญหา "โอเวอร์ทัวริซึม" (overtourism) หรือการท่องเที่ยวล้นเมือง
ตามข้อมูลของหน่วยงานรัฐโปรตุเกส ปอร์โตติดอันดับ 5 เมืองที่มีความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในโลก ด้วยอัตราส่วนนักท่องเที่ยว 2,800 คนต่อประชากรท้องถิ่น 100 คน พูดง่ายๆ คือคนเยอะจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
แต่ด้วยขนาดประเทศที่เล็กและระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลจากปอร์โตเลยก็สัมผัสวัฒนธรรมและเสน่ห์แบบโปรตุเกสได้ ท่ามกลางบรรยากาศแบบคนท้องถิ่นล้วนๆ สามเมืองต่อไปนี้อยู่ห่างจากความวุ่นวายของปอร์โตไม่เกิน 90 นาที แถมยังเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และอาหารการกินสไตล์โปรตุเกส พร้อมจังหวะชีวิตที่ช้าลงอย่างน่าอิจฉา
1. อาเวย์รู (Aveiro)
เหมาะกับใคร: สายล่องคลองและอยากเดินไปชายหาดง่ายๆ

อาเวย์รู (Aveiro) ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ห่างจากปอร์โตลงไปทางใต้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ด้วยคลองที่ตัดผ่านใจกลางเมืองอย่างเป็นระเบียบ ที่นี่จึงเป็นเมืองที่ทำให้ใครก็ตามที่เคยไปเยือนต้องหลงรัก และคนกลุ่มนั้นแทบทั้งหมดคือคนโปรตุเกสเอง เพราะอาเวย์รูยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
อาเวย์รูมีประวัติศาสตร์การผลิตเกลือมายาวนาน คลองต่างๆ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เพื่อขนส่งเกลือจากนาเกลือใกล้เคียง และเก็บเกี่ยว "โมลิโซ" (moliço) สาหร่ายที่แต่ก่อนใช้เป็นปุ๋ย ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือ "โมลิเซโร" (moliceiro) เรือไม้ตกแต่งลวดลายสวยงามที่แล่นไปตามคลอง ลอดใต้สะพานโค้งประดับริบบิ้นของเมือง
บนบก ตัวเมืองก็เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโว (art nouveau) ด้วยความรุ่งเรืองในอดีต ทำให้เมืองนี้เต็มไปด้วยบ้านทาวน์เฮาส์สวยหรูที่มีเส้นสายโค้งมน ลวดลายดอกไม้ ระเบียงเหล็กดัด และกระเบื้องประดับตกแต่ง ใครอยากเดินชมด้วยตัวเองก็หยิบแผนที่แล้วเดินเที่ยวหาคฤหาสน์เก่าแก่ 28 หลังที่กระจายอยู่ทั่วเมืองได้เลย
แวะพักทานมื้อกลางวันที่จัตุรัสร่มรื่นล้อมด้วยคาเฟ่สักแห่ง หรือแวะร้านขนม "คอนเฟตาเรีย" (confeitaria) เพื่อลองชิม "โอโว โมล" (ovo mole) ขนมหวานต้นตำรับที่มีต้นกำเนิดจากคอนแวนต์ในเมืองนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และเป็นของหวานที่คนโปรตุเกสทุกคนต้องหลงรัก ลองแวะซื้อที่ร้านอย่างเปชินโย (Peixinho) และถ้าโชคดี อาจได้เจอขนมชิ้นนี้วางอยู่บนหมอนนุ่มๆ ตอนเช็กอินโรงแรมด้วย
เคล็ดลับการเที่ยว: อยู่ต่ออีกสักวันเพื่อไปเที่ยว "คอสตา โนวา" (Costa Nova) ที่อยู่ใกล้ๆ ชายหาดทรายขาวสวยงามพร้อมสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ บ้านลายทางสีสันสดใสที่เรียกว่า "ปัลเฮโร" (palheiros) เดิมทีสร้างไว้เก็บอุปกรณ์ของชาวประมง ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นบ้านพักในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และกลายเป็นจุดถ่ายรูปสุดปังในตอนนี้
ที่พักแนะนำ: ปาลาเซเต เด วัลเดมูโร (Palacete de Valdemouro) โรงแรมทาวน์เฮาส์เก่าแก่สุดหรูที่มีคุณค่าทางวรรณกรรม เพราะเคยเป็นบ้านของครอบครัวนักเขียนชาวโปรตุเกสชื่อดัง โจเซ มาเรีย เด เอซา เด เกย์โรซ (José Maria de Eça de Queiroz) แฟนคลับนักเขียนคนนี้มักแวะมาเยี่ยมชมห้องอ่านหนังสือของโรงแรมอยู่เสมอ บางห้องพักยังตกแต่งธีมตามนิยายชื่อดังของเขาด้วย นอกจากนี้ยังมีสปาใต้ดินและสระว่ายน้ำกลางลานบ้านให้ผ่อนคลาย
วิธีเดินทาง: บริษัทรถบัสอย่างเรเด เอ็กซ์เพรส (Rede Express) และฟลิกซ์บัส (FlixBus) มีบริการจากสนามบินปอร์โตไปอาเวย์รู ใช้เวลาเดินทาง 60-90 นาที ค่าโดยสารอยู่ที่ 5-15 ยูโร ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและเส้นทาง
2. วิลา โด กอนเด (Vila do Conde)
เหมาะกับใคร: สายชิลล์ อยากได้บรรยากาศแบบคนท้องถิ่นจริงๆ

วิลา โด กอนเด อยู่ห่างจากสนามบินปอร์โตขึ้นไปทางเหนือเพียง 14 กิโลเมตร เหมาะมากสำหรับทริปพักผ่อนแบบไม่ต้องเร่งรีบ บรรยากาศแบบคนท้องถิ่นล้วนๆ ทำให้ที่นี่เป็นที่โปรดปรานของนักท่องเที่ยวชาวสเปนที่อยู่ในพื้นที่ไม่ติดทะเลและต้องการหาชายหาดใกล้ที่สุด ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถตื่นสาย เดินเล่นรอบเมือง อาบแดดและว่ายน้ำที่ชายหาด กินมื้อเที่ยงที่ร้านโปรดของคนท้องถิ่น แล้วยังกลับถึงโรงแรมทันเวลางีบตอนบ่ายได้สบายๆ
เริ่มเช้าตรู่ที่ปากแม่น้ำอาเซ (River Axe) เพื่อชมนักพายเรือ เพราะวิลา โด กอนเด เป็นศูนย์กลางกีฬาพายเรือ ในตัวเมืองอย่าลืมแวะชม "กาเปลา เด นอสซา เซนยอรา ดา เกีย" (Capela de Nossa Senhora da Guia) โบสถ์เล็กสีขาวสว่างที่มีบันไดขึ้นไปชมวิวทะเลสุดสวย ส่วนชายหาดกลางเมืองอย่าง "ไปรอา ดา เซนยอรา ดา เกีย" (Praia da Senhora da Guia) เป็นหาดทรายที่มีโขดหินให้พิงหลบแดด และมีสระน้ำเล็กๆ ตามโขดหินให้สำรวจ
เดินขึ้นเนินไปเยี่ยมชมอารามซานตาคลารา (Santa Clara) ไฮไลต์ทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ที่ตั้งตระหง่านมองเห็นตัวเมืองด้านล่าง อารามนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 เพื่อส่งน้ำจืดให้คอนแวนต์ซานตาคลารา สะพานส่งน้ำที่เชื่อมต่อกันในอดีตยาวถึง 4 กิโลเมตร ประกอบด้วยซุ้มโค้งหินเกือบ 1,000 ซุ้ม เป็นเครื่องยืนยันถึงอำนาจและความมั่งคั่งของอารามในยุคนั้น
ภายในอารามมีเพดานโค้งอิฐสูงสามชั้น ลานกว้างขนาดใหญ่เชื่อมต่อกันด้วยบันไดหินที่มีเสียงก้อง และทางเดินยาวเงียบสงัด ปัจจุบันอาคารนี้ถูกดัดแปลงเป็นโรงแรมหรูสุดวิจิตรในปี 2024 (พ.ศ. 2567) ด้วยจำนวนห้องพักเพียง 87 ห้องในอาคารขนาดมหึมา จึงมีมุมสงบให้พักผ่อนได้ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะพักค้างคืนหรือแค่แวะเข้ามาชม
พิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเมืองซ่อนอยู่ในห้องใต้ดินของอาราม เข้าชมฟรี ห้องใต้ดินเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของ "พัวร์แคลร์" (Poor Clares) คณะแม่ชีที่รับเฉพาะสตรีชนชั้นสูงที่สิ้นเนื้อประดาตัวเข้าร่วมเท่านั้น
เคล็ดลับการเที่ยว: วิลา โด กอนเด กลายเป็นจุดหมายด้านอาหารระดับแนวหน้า เพราะมีร้าน "โอกุลโต" (Oculto) ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ที่ตั้งอยู่ในห้องใต้ดินของอาราม เมนูชิมครบรส 12 คอร์สที่ไม่มีวันลืม สร้างสรรค์โดยเชฟวิตอร์ มาโตส (Vitor Matos) มีทั้งเพรียงห่าน คาเวียร์ และไวน์ที่บ่มอยู่ใต้ท้องทะเลนานถึง 10 ปี
ที่พักแนะนำ: ลินเซ ซานตาคลารา (Lince Santa Clara) โรงแรมประวัติศาสตร์สุดว้าว มีสปา พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม และร้านอาหารในตัว ตั้งอยู่บนเนินเหนือเมืองวิลา โด กอนเด ราคาสูงหน่อยแต่คุ้มค่าที่จะจ่าย
วิธีเดินทาง: ฟลิกซ์บัสใช้เวลาประมาณ 50 นาที ค่าโดยสารเริ่มต้น 5 ยูโรสำหรับตั๋วไป-กลับ ควรวางแผนเวลาให้ดีเพราะมีรถวิ่งเพียงไม่กี่เที่ยวต่อวัน ส่วนเรเด เอ็กซ์เพรสมีตัวเลือกเวลามากกว่าแต่ราคาสูงกว่าเล็กน้อย ชายหาดอยู่ห่างจากสถานีรถบัสประมาณ 3 กิโลเมตร อาจต้องเรียก Uber ต่อเมื่อไปถึง
3. กีมาไรส์ (Guimarães)
เหมาะกับใคร: สายผสมผสานประวัติศาสตร์กับพลังความหนุ่มสาว

หลายคนเลือกไปกีมาไรส์ (Guimarães) เมืองในแผ่นดินตอนใน เป็นทริปเดย์ทริปจากปอร์โต แต่จริงๆ แล้วทั้งประวัติศาสตร์และความร่วมสมัยของเมืองนี้คุ้มค่าที่จะพักอยู่นานกว่านั้น
ถ้าใครเคยเที่ยวแต่แนวชายฝั่งของโปรตุเกสมาก่อน กีมาไรส์คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักพื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไม่ต้องเจอความวุ่นวายแบบเมืองใหญ่อย่างบรากา (Braga) ที่สำคัญคือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรที่นี่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ทำให้เมืองนี้มีพลังความหนุ่มสาวที่โดดเด่นกว่าที่อื่นในโปรตุเกส
ประวัติศาสตร์แทรกอยู่ทุกมุมเมือง อาฟองโซที่ 1 กษัตริย์พระองค์แรกของโปรตุเกส ประสูติที่กีมาไรส์ในปี 1109 (พ.ศ. 1652) บ้านเรือนฐานหินแกรนิตหลังคาไม้ และถนนหินกรวดที่มีอายุย้อนไปถึงยุคกลาง เต็มไปหมดในย่านเมืองเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) นอกจากนี้ยังมีวังของขุนนางแทรกอยู่ รวมถึงจัตุรัสใหญ่รายล้อมด้วยคาเฟ่อย่างลาร์โก ดา โอลิเวรา (Largo da Oliveira) และปราซา เด เซา ตีอาโก (Praça de São Tiago) รวมถึงถนนใหญ่ที่มีสวนกลางถนนอย่างลาร์โก เรปูบลิกา โด บราซิล (Largo República do Brasil)
แวะชมปราสาทศตวรรษที่ 10 ที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีจากไวกิ้งและชาวมัวร์ และวังปาซู ดอส ดูเกส เด บรากันซา (Paço dos Duques de Bragança) ที่อยู่ใกล้กัน วังศตวรรษที่ 15 ที่มองเห็นวิวหลังคาสีแดงของเมืองแบบพาโนรามา ส่วนใครอยากได้วิวกีมาไรส์และชนบทแถบมินโญที่สวยยิ่งขึ้น สามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าเพียง 10 นาทีขึ้นไปยังป่าสนของสวนเปนยา (Penha Park) แล้วเดินเล่นตามเส้นทางร่มรื่นได้
ด้วยการเคยเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของยุโรป (European Capital of Culture) เมื่อปี 2012 (พ.ศ. 2555) กีมาไรส์จึงมีอาคารสมัยใหม่มากมายเช่นกัน ตั้งแต่ตึกสีทองของศูนย์ศิลปะนานาชาติ (International Arts Center) ไปจนถึงอาคารผสมผสานเก่า-ใหม่อย่างเซนโตร คัลตูรัล วิลา ฟลอร์ (Centro Cultural Vila Flor) และคาซา อันโตนิโอ โรชา (Casa António Rocha) กลุ่มที่อยู่อาศัยที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปนิกเลอ กอร์บูซีเย (Le Corbusier)
เหมือนกับหลายเมืองในโปรตุเกส กีมาไรส์ก็มีขนมหวานประจำเมืองของตัวเอง "ตอร์ตา เด กีมาไรส์" (torta de Guimarães) ขนมทรงพระจันทร์เสี้ยวที่ใช้เวลาทำนานถึง 36 ชั่วโมง สอดไส้แป้งเปียกทำจากอัลมอนด์และฟักทอง รสชาติคุ้มค่ากับเวลาที่รอคอยจริงๆ
เคล็ดลับการเที่ยว: ควรพักค้างคืน เพราะหลังจากนักท่องเที่ยวแบบเดย์ทริปกลับปอร์โตกันหมดแล้ว กีมาไรส์จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งตอนที่ร้านกาแฟแปลงร่างเป็นบาร์ยามค่ำคืน เริ่มต้นได้ที่บาร์คารา แอนด์ โครวา (Bar Cara & Coroa) หรือโอบลา (Oub'Lá) บนปราซา เด เซา ตีอาโก
ที่พักแนะนำ: เปาซาดา โมสเตย์โร เด กีมาไรส์ (Pousada Mosteiro de Guimarães) อารามเก่าแก่ศตวรรษที่ 12 ที่ได้รับการบูรณะใหม่ พร้อมสวนร่มรื่นและระเบียงเสาหิน
วิธีเดินทาง: วิธีเดินทางที่ดีที่สุดจากสนามบินปอร์โตคือฟลิกซ์บัส ใช้เวลา 40 นาที ค่าโดยสารสูงสุด 15 ยูโร ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ส่วนเรเด เอ็กซ์เพรสก็มีบริการเช่นกัน แต่ใช้เวลานานกว่าและบางเที่ยวอ้อมกว่า
tag:#Porto #Portugal #Aveiro #GuimarãesTravel #เที่ยวโปรตุเกส #ท่องเที่ยวยุโรป #OverTourism #เที่ยวเมืองรอง #TravelTips #ChillDestination #FarangThai