สหรัฐฯ ถอนทหารส่วนใหญ่ออกจากไนจีเรีย หลังปิดฉากปฏิบัติการปราบกลุ่ม IS
สหรัฐฯ ถอนทหารส่วนใหญ่ออกจากไนจีเรีย หลังปิดฉากปฏิบัติการปราบกลุ่ม IS
สหรัฐฯ ประกาศถอนกำลังทหารส่วนใหญ่ที่ส่งเข้าไปช่วยไนจีเรียปราบปรามกลุ่มติดอาวุธอิสลามออกแล้ว พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการร่วมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ สามารถบั่นทอนกำลังของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในไนจีเรียได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กองทัพไนจีเรียยืนยันว่าการถอนทหารจะไม่กระทบต่อการเดินหน้าปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในประเทศ
ที่มาของปฏิบัติการร่วม
ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และไนจีเรียเปิดปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบชาด (Lake Chad Basin) โดยมีการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มติดอาวุธในวันคริสต์มาส ก่อนที่สองเดือนต่อมาสหรัฐฯ จะส่งทหารประมาณ 200 นายเข้าไปสนับสนุนภาคพื้นดิน
ทั้งนี้ วอชิงตันย้ำมาตลอดว่ากำลังทหารที่ส่งไปจะทำหน้าที่สนับสนุนความพยายามต่อต้านการก่อความไม่สงบเท่านั้น และจะ ไม่เข้าร่วมการสู้รบภาคพื้นดินโดยตรง
ระหว่างปฏิบัติการที่กินเวลาหลายเดือนนี้ ผู้นำระดับสูงของกลุ่ม IS อย่าง อาบู-บิลาล อัล-มินูกี (Abu-Bilal al-Minuki) ถูกสังหาร
สหรัฐฯ ประกาศชัยชนะ
เมื่อวันพฤหัสบดี พลเอกแดกวิน แอนเดอร์สัน (Dagvin Anderson) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศสหรัฐฯ ประจำแอฟริกา แถลงว่าปฏิบัติการประสบความสำเร็จ และโครงสร้างผู้นำของกลุ่ม IS ในไนจีเรียถูก "บั่นทอนลงอย่างมาก"
แอนเดอร์สันระบุว่า ปฏิบัติการร่วมได้เข้าไปทำลายทั้งโครงสร้างการบังคับบัญชาในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายระดับโลกที่กว้างขึ้นของกลุ่ม ส่งผลให้ความสามารถในการติดต่อสื่อสารของกลุ่มถูกจำกัดลง
แม้จะถอนกำลังส่วนใหญ่ออก แต่ทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในไนจีเรียก่อนหน้าปฏิบัติการลุ่มทะเลสาบชาดยังคงอยู่ในประเทศ ตามคำยืนยันของพลตรีซามาอิลา อูบา (Samaila Uba) โฆษกกองทัพไนจีเรีย
ไนจีเรียยืนยันเดินหน้าต่อ
ด้านกองทัพไนจีเรียยืนยันว่าการถอนทหารสหรัฐฯ จะ "ไม่กระทบต่อโมเมนตัมของเราแต่อย่างใด" โดยพลตรีไมเคิล โอโนจา (Michael Onoja) ระบุว่าความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างสองประเทศจะยังดำเนินต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับที่ฝ่ายทหารสหรัฐฯ ได้แถลงไว้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มติดอาวุธญิฮาดยังคงก่อเหตุโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย
ปมข้อกล่าวหา "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คริสเตียน"
ความร่วมมือทางทหารระหว่างไนจีเรียกับสหรัฐฯ เข้มข้นขึ้น หลังจากวอชิงตันกล่าวหาว่ารัฐบาลไนจีเรียทำไม่มากพอในการปกป้องกลุ่มเปราะบางจากกลุ่มติดอาวุธอิสลาม พร้อมอ้างว่ามีการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คริสเตียน" เกิดขึ้นในประเทศ
ไนจีเรียปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น โดยชี้ว่าความรุนแรงมีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนจากทุกชุมชน ขณะที่องค์กรที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในไนจีเรียระบุว่า เหยื่อส่วนใหญ่ของกลุ่มญิฮาดกลับเป็น ชาวมุสลิม เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในภาคเหนือของประเทศ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
บริบทที่ควรรู้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่ม IS เปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์อย่างมาก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าราว 90% ของการโจมตีของกลุ่มในปัจจุบันเกิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา และสาขาของกลุ่มที่ตั้งฐานอยู่ในไนจีเรียถือเป็นสาขาที่เคลื่อนไหวมากที่สุด
นอกจากภัยจากกลุ่มติดอาวุธอิสลามแล้ว ไนจีเรียยังเผชิญปัญหาความมั่นคงอีกหลายด้าน ทั้งการปล้นสะดมและอาชญากรรมรุนแรงที่ลุกลามจากภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศ
ข้อมูลสำคัญโดยสรุป
- สหรัฐฯ ถอนทหารส่วนใหญ่จากราว 200 นายที่ส่งไปช่วยไนจีเรียเมื่อต้นปี
- ปฏิบัติการร่วมเริ่มเดือนธันวาคมปีก่อน มีการโจมตีทางอากาศในวันคริสต์มาส
- ผู้นำระดับสูงของ IS "อาบู-บิลาล อัล-มินูกี" ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการ
- สหรัฐฯ อ้างว่าโครงสร้างผู้นำ IS ในไนจีเรียถูกบั่นทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ทั้งสองประเทศจะยังแลกเปลี่ยนข่าวกรองกันต่อไป
- ราว 90% ของการโจมตีทั่วโลกของ IS เกิดในแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา
tag:#ไนจีเรีย #รัฐอิสลาม #สหรัฐฯ #ถอนทหาร #ก่อการร้าย #แอฟริกา #Nigeria #IslamicState #USTroops #Nigeria #ISIS #Africa #CounterTerrorism
Source: BBC