การแข่งกับเวลาเพื่อไม่ให้อังกฤษขาดแคลนน้ำ

การแข่งกับเวลาเพื่อไม่ให้อังกฤษขาดแคลนน้ำ

หนึ่งค่ำคืนต้นเดือนสิงหาคม โทรศัพท์ของแดเนียล ไซเซอร์ (Daniel Sizer) เกษตรกรรายหนึ่ง ดังขึ้นพร้อมข้อความจากหน่วยงานน้ำในพื้นที่ว่า "ระดับน้ำในแม่น้ำยังต่ำ แต่ฟื้นตัวพอที่จะให้ใช้น้ำรดพืชได้หนึ่งคืนในคืนนี้"

เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนล่างของอังกฤษ (England) ฟาร์มของแดเนียลซึ่งทำกันมาถึงรุ่นที่สี่แทบไม่ได้รับฝนเลยในรอบเกือบสามเดือน

เขาพาทีมข่าวไปดูสภาพถั่วและข้าวสาลีที่เหลืออยู่ในฟาร์มขนาด 300 เฮกตาร์ของเขาที่ซัฟฟอล์ก (Suffolk)

"ในแม่น้ำไม่มีน้ำเหลือเลย พืชผลของผมเลยเสียหายไปครึ่งหนึ่งแบบสิ้นเชิง" เขาบอก

ระดับน้ำในแม่น้ำลดต่ำจนการสูบน้ำเพิ่มอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า ทำให้เมื่อเดือนกรกฎาคม หน่วยงานสิ่งแวดล้อม (Environment Agency หรือ EA) ต้องสั่งระงับชั่วคราวไม่ให้แดเนียลและเกษตรกรอีกหลายพันรายสูบน้ำจากแม่น้ำไปรดพืชผล

อังกฤษคุ้นเคยกับมาตรการห้ามใช้สายยางรดน้ำในหน้าร้อนมานานแล้ว

แต่สิ่งที่แดเนียลเจอกำลังบอกอะไรที่น่ากังวลกว่านั้น คลื่นความร้อนที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณฝนที่ลดลงอย่างมากในช่วงหลายฤดูร้อนที่ผ่านมา บวกกับความต้องการใช้น้ำที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่าสักวันหนึ่งอังกฤษอาจขาดแคลนน้ำจริงๆ

ผลที่ตามมาคือภายในปี 2055 อังกฤษอาจเผชิญกับปัญหาน้ำประปาขาดแคลนถึง 5,000 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับการเติมน้ำเต็มสนามกีฬาเวมบลีย์ (Wembley Stadium) ได้ถึง 4.5 ครั้งต่อวัน ปัจจัยที่กดดันปริมาณน้ำในอังกฤษมากกว่าพื้นที่อื่นในสหราชอาณาจักร คือปริมาณฝนน้อย อากาศร้อนจัด และความต้องการใช้น้ำที่สูง

ย้อนไปในปี 1818 จอห์น คีตส์ (John Keats) กวีชาวอังกฤษเคยเขียนไว้ว่า "เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอยู่ในประเทศที่ฝนตกไม่หยุด... ฝน! ฝน! ฝน!" ซึ่งช่างต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้แหล่งน้ำของอังกฤษตกอยู่ในความเสี่ยงขนาดนี้ และมีทางไหนบ้างที่จะช่วยรักษาความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต

การบริโภคที่เพิ่มขึ้น

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 คนอังกฤษและคนเดนมาร์ก (Denmark) ใช้น้ำในอัตราที่ใกล้เคียงกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

ปัจจุบันชาวเดนมาร์กใช้น้ำเฉลี่ยคนละ 97 ลิตรต่อวัน ตามข้อมูลจากดันวา (Danva) หน่วยงานอุตสาหกรรมน้ำประปาและบำบัดน้ำเสียของประเทศ ขณะที่คนอังกฤษใช้น้ำเฉลี่ยสูงถึง 136.5 ลิตรต่อวัน

"จริงๆ แล้วปริมาณการใช้น้ำต่อคนโดยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา" นิคซี รัสเซลล์ (Nicci Russell) ผู้บริหารวอเตอร์ไวส์ (Waterwise) องค์กรรณรงค์เรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าว

เธอชี้ว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่ครอบครัวหนึ่งอาบน้ำในอ่างร่วมกันสัปดาห์ละครั้ง กลายเป็นการอาบน้ำฝักบัวหลายครั้งต่อสัปดาห์ บางคนถึงขั้นวันละหลายครั้ง

ครัวเรือนเป็นต้นเหตุของการใช้น้ำเกือบ 60% ในอังกฤษและเวลส์ (Wales) รัสเซลล์บอกว่าหากคนอังกฤษมีพฤติกรรมใช้น้ำในครัวเรือนใกล้เคียงกับเดนมาร์ก ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่คาดว่าจะเกิดในปี 2055 จะลดลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง

ภาพมุมสูงแม่น้ำที่แห้งขอด

แล้วอังกฤษจะลดปริมาณการใช้น้ำลงให้ใกล้เคียงเดนมาร์กได้อย่างไร

รัสเซลล์บอกว่าแม้จะมีการคาดการณ์ว่าประชากรจะเพิ่มขึ้น แต่หากทุกคนในอังกฤษลดเวลาการอาบน้ำฝักบัวลงเพียงหนึ่งนาที ก็จะสามารถประหยัดน้ำได้เกือบ 1,000 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2050

แต่แม้บริษัทน้ำประปาจะรณรงค์ขอให้ประชาชนใช้น้ำน้อยลง ผลลัพธ์ก็ดูจะยังไม่ค่อยได้ผลนัก

วิลล์ วิลโลบี (Will Willoughby) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาน้ำของเวสเซ็กซ์ วอเตอร์ (Wessex Water) ยอมรับว่าภาพลักษณ์เชิงลบของอุตสาหกรรมน้ำในสายตาประชาชนทำให้ข้อความรณรงค์ไม่ค่อยได้ผล และรัฐบาลอาจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกว่าในการสื่อสารเรื่องนี้

"ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลเป็นคนพูดเรื่องนี้เอง มันจะช่วยลดความรู้สึกไม่พอใจที่มีต่อบริษัทน้ำ และทำให้คนหันมาร่วมมือดูแลทรัพยากรน้ำของเรามากขึ้น" เขากล่าว

สิ่งที่ทำให้อังกฤษกับเดนมาร์กต่างกันจริงๆ คือเรื่องราคา นอกจากเดนมาร์กจะบังคับติดตั้งมาตรวัดน้ำทุกครัวเรือนแล้ว ค่าน้ำของพวกเขายังแพงกว่าอังกฤษมาก

แม้ค่าน้ำในสหราชอาณาจักรจะปรับขึ้นต่อเนื่องจนสร้างความไม่พอใจต่อบริษัทน้ำที่ถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นแทนที่จะลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าจริงๆ แล้วผู้บริโภคยังจ่ายค่าน้ำน้อยเกินไป

ในเดนมาร์ก ค่าน้ำและค่าบำบัดน้ำเสียเฉลี่ยอยู่ที่ 9.45 ปอนด์ต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในอังกฤษถูกกว่ามาก โดยเทมส์ วอเตอร์ (Thames Water) หนึ่งในบริษัทที่ราคาถูกที่สุด คิดค่าน้ำ 4.21 ปอนด์ ส่วนเซาเทิร์น วอเตอร์ (Southern Water) ซึ่งแพงที่สุด คิดอยู่ที่ 7.06 ปอนด์

แดเนียล จอห์นส์ (Daniel Johns) กรรมการผู้จัดการของวอเตอร์ รีซอร์สเซส อีสต์ (Water Resources East) องค์กรที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร บริษัทน้ำ และหน่วยงานท้องถิ่น มองว่าน้ำในอังกฤษ "ราคาถูกเกินไป"

"คนทั่วไปคิดว่าน้ำจะมีให้ใช้ตลอดไป เราจำเป็นต้องเลิกคิดแบบนั้นได้แล้ว" เขากล่าว

วัวในทุ่งแห้งแล้งกำลังกินอาหารที่มีคนนำมาวางไว้ให้

ที่จริงแล้ว การขึ้นราคาน้ำในเดนมาร์กเดิมทีมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่คนอังกฤษกำลังเจอค่าน้ำที่พุ่งสูงขึ้นในตอนนี้

การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเดนมาร์กเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อผู้คนเริ่มระมัดระวังการใช้น้ำที่ราคาแพงขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เด็กนักเรียนมีทัศนศึกษาไปดูโรงงานผลิตน้ำประปาเพื่อให้เข้าใจว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่าแค่ไหน และครัวเรือนต่างก็หันมาใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำทั้งหัวฝักบัวและโถชักโครก

ฤดูร้อนนี้มีการพูดถึงแนวคิด "ค่าน้ำพุ่งตามช่วงเวลา" หรือคิดราคาแพงขึ้นสำหรับคนที่ใช้น้ำมาก แต่เนื่องจากราคาน้ำในอังกฤษถูกกำหนดล่วงหน้าตามกฎระเบียบของอุตสาหกรรม แนวทางนี้จึงยังทำไม่ได้จริง

เฟียร์กัล ชาร์คีย์ (Feargal Sharkey) อดีตนักร้องนำวงพังก์เดอะอันเดอร์โทนส์ (The Undertones) ที่ผันตัวมาเป็นแกนนำเคลื่อนไหวเรื่องคุณภาพน้ำ ได้สรุปความรู้สึกของกลุ่มนักรณรงค์ต่อความพยายามขึ้นราคาน้ำและลดการใช้น้ำในครัวเรือน ระหว่างออกรายการ Today ทางสถานีวิทยุ Radio 4 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

"ทั้งหมดนี้ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการตกแต่งหน้าฉาก เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ยังคงเอาเปรียบและขูดรีดลูกค้าต่อไปได้" เขากล่าว

น้ำผิดประเภท

ปัญหาการใช้น้ำเกินความจำเป็นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในครัวเรือน ธุรกิจต่างๆ ในอังกฤษและเวลส์ใช้น้ำคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของปริมาณน้ำทั้งหมด โดยเกือบครึ่งหนึ่งของตัวเลขนั้นมาจากบริษัทเพียง 1% เท่านั้น

ที่ผ่านมาธุรกิจเหล่านี้ยังได้รับส่วนลดค่าน้ำ เพราะบริษัทน้ำมีนโยบายลดราคาให้กับผู้ใช้น้ำปริมาณมาก ขณะนี้บริษัทน้ำ 5 จาก 9 แห่งกำลังทยอยยกเลิกนโยบายนี้ เนื่องจากออฟวอต (Ofwat) หน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมน้ำ ระบุว่านโยบายดังกล่าว "อาจส่งสัญญาณที่ผิดต่อเรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ"

และยังมีคำถามอีกข้อว่า อังกฤษให้ความสำคัญมากพอหรือยังกับการเลือกใช้น้ำให้ตรงประเภท

น้ำดื่มได้คือน้ำที่ปราศจากแบคทีเรียและสารเคมีอันตราย ปลอดภัยสำหรับดื่มและปรุงอาหาร ส่วนน้ำที่ดื่มไม่ได้ผ่านการบำบัดในระดับที่ต่ำกว่า ไม่ปลอดภัยสำหรับการดื่ม แต่สามารถใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรได้

"ตอนนี้เรากำลังใช้น้ำดื่มคุณภาพระดับโลกไปหล่อเย็นดาต้าเซ็นเตอร์ และรดน้ำสนามกอล์ฟ" แดเนียล จอห์นส์กล่าว

เขาต้องการให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาตัดสิทธิ์การเข้าถึงน้ำดื่มของธุรกิจบางประเภท

"เราควรห้ามดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำที่ดื่มได้โดยเด็ดขาด และควรบังคับให้พวกเขาใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดแทน" เขากล่าว

ปัญหาท่อประปา

แม้จะมีข่าวท่อประปาแตกอยู่บ่อยครั้งในช่วงหลัง แต่จริงๆ แล้วการรั่วไหลของน้ำลดลงถึง 43% นับตั้งแต่ปี 1989 ตามข้อมูลของออฟวอต หน่วยงานกำกับดูแลด้านน้ำของอังกฤษและเวลส์

อย่างไรก็ตาม ยังมีน้ำมากกว่า 45 ลิตรต่อคนต่อวันที่รั่วหายไปจากระบบท่อประปาของอังกฤษ คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของน้ำทั้งหมดในระบบ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การทำตามแนวทางของเดนมาร์กด้วยการบังคับติดตั้งมาตรวัดน้ำ อาจให้ผลดีมากกว่าแค่การคิดค่าน้ำตามปริมาณที่ใช้จริง

เมื่อผู้ใช้น้ำที่มีมาตรวัดได้รับบิลค่าน้ำสูงผิดปกติ นั่นอาจเป็นเบาะแสให้บริษัทน้ำตรวจพบและซ่อมแซมจุดรั่วได้ ในขณะที่หากไม่มีมาตรวัด การตรวจจับจุดรั่วในท่อบนที่ดินส่วนบุคคลจะยากขึ้นมาก

ไลท์โซนิค (Lightsonic) เป็นบริษัทที่ร่วมมือกับแอฟฟินิตี้ วอเตอร์ (Affinity Water) เพื่อเร่งค้นหาจุดรั่วให้เร็วขึ้น โดยอาวุธลับของพวกเขาคือสายเคเบิลใยแก้วนำแสง

เจมส์ แรมซีย์ (James Ramsay) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของไลท์โซนิค อธิบายว่าสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตมักวางอยู่ใกล้กับท่อน้ำประปา เมื่อเกิดการรั่วไหล แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อคุณสมบัติของแสงที่วิ่งผ่านสายใยแก้วนำแสง ทำให้ตรวจจับความผิดปกติได้

ขวดพลาสติกถูกจัดเรียงเป็นข้อความ 'HELP US'

บางชุมชน เช่นที่เบเนนเดน มณฑลเคนต์ (Benenden, Kent) ได้รับผลกระทบหนักจากท่อประปาแตก

"เราเพิ่งเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้มาได้แค่สามเดือน แต่ก็ช่วยระบุตำแหน่งจุดรั่วได้แล้วกว่า 100 จุด ซึ่งช่วยประหยัดน้ำได้เทียบเท่า 2 ล้านลิตรต่อวัน" เขากล่าว

หากนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ทั่วทั้งระบบน้ำประปาของอังกฤษและเวลส์ เขาประเมินอย่างมั่นใจว่าจะสามารถลดการรั่วไหลได้ "มากถึง 1,000 ล้านลิตรต่อวัน"

คำถามเรื่องการกักเก็บน้ำ

อังกฤษกำลังเผชิญฤดูหนาวที่มีฝนตกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแบบจำลองสภาพภูมิอากาศคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป จึงเกิดคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะกักเก็บน้ำส่วนเกินนี้ไว้ใช้ในยามจำเป็น

การทำเช่นนั้นต้องอาศัยอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่ แต่อังกฤษไม่ได้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แห่งใหม่มานานกว่า 30 ปีแล้ว

สาเหตุที่ไม่มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเป็นประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดระหว่างบริษัทน้ำกับกลุ่มนักรณรงค์ ฝ่ายหลังชี้ว่าภาคเอกชนที่แปรรูปมาลงทุนน้อยเกินไป ขณะที่ฝ่ายแรกโต้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลไม่อนุญาตให้ใช้งบประมาณ เพราะเกรงผลกระทบต่อค่าน้ำของประชาชน

รายงานคันลิฟฟ์ (Cunliffe Review) ซึ่งเป็นการทบทวนภาคส่วนน้ำอย่างอิสระของรัฐบาลในปี 2025 (พ.ศ. 2568) ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลถูกต้อง

ขณะนี้มีแผนสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 10 แห่งในอังกฤษภายในปี 2050 แต่ถึงจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและการเมือง การสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

"การสร้างอ่างเก็บน้ำให้พอเก็บน้ำได้ทั้งหมดต้องอาศัยพื้นที่ที่เหมาะสม คือพื้นที่ที่มีความลาดชันแบบหุบเขา" ดร.รอสส์ วูดส์ (Ross Woods) รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมน้ำและสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) อธิบาย

"ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ที่จะทำแบบนั้นได้ทั่วทั้งประเทศ" เขากล่าวเสริม

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกประเมินว่าเหมาะสมสำหรับสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่รองรับประชากรได้ถึง 15 ล้านคน อยู่ใกล้กับแอบิงดอน (Abingdon)

เมืองเล็กๆ ที่สวยงามแห่งนี้ในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ (Oxfordshire) ริมแม่น้ำเทมส์ (River Thames) เดิมทีขึ้นชื่อเรื่องประเพณีปาขนมปัง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงระดับประเทศ

ความคิดเห็นสาธารณะต่อโครงการอ่างเก็บน้ำแบ่งออกเป็นสองฝ่าย บางส่วนคัดค้านเพราะกังวลว่าจะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก จากการทำลายป่าโบราณในพื้นที่

ขณะนี้รัฐบาลได้กำหนดให้โครงการนี้และอ่างเก็บน้ำอีกแห่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ ซึ่งช่วยข้ามขั้นตอนการตัดสินใจบางส่วนของท้องถิ่นไปได้

แต่การถูกกำหนดสถานะดังกล่าวก็ไม่ได้แก้ปัญหาอุปสรรคด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำในฐานะแหล่งน้ำต้องมีคุณภาพระดับ "ดี" คือปราศจากมลพิษ เช่น น้ำเสียจากภาคเกษตรกรรมและสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกราน ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งน้ำในอังกฤษเพียง 14% เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์นี้ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมเคยแจ้งต่อคณะทำงานรายงานคันลิฟฟ์ว่า "ต้นทุนการบำบัดน้ำให้ได้มาตรฐาน 'ดี' อาจทำให้โครงการอ่างเก็บน้ำใหม่ไม่คุ้มค่าที่จะทำ"

ภาพขาวดำแสดงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ

โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำในอังกฤษหยุดชะงักมานานหลายทศวรรษ

แม้จะฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ อ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้เวลาสร้างอย่างน้อยอีกสิบปีจึงจะแล้วเสร็จ และเมื่อสร้างครบทุกแห่งแล้ว ก็จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่คาดไว้ในปี 2055 ได้เพียง 7% เท่านั้น

อีกทางเลือกหนึ่งคือแหล่งน้ำใต้ดินตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer)

น้ำใต้ดินเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำประปาราวหนึ่งในสามของอังกฤษ และในบางพื้นที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 100% น้ำใต้ดินยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำ ซึ่งมักได้รับผลกระทบเป็นด่านแรกในช่วงภัยแล้งฤดูร้อน จึงอาจเป็นอีกทางแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้

แหล่งน้ำใต้ดินเหล่านี้สามารถเติมน้ำกลับเข้าไปได้เองในช่วงฤดูฝน เพื่อให้มีน้ำสำรองใช้ต่อเนื่องในฤดูร้อนที่แห้งแล้ง ด้วยการส่งเสริมให้น้ำฝนส่วนเกินซึมลงดินแทนที่จะไหลลงท่อระบายน้ำแบบที่เกิดขึ้นในเขตเมืองที่มีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น

ระบบระบายน้ำแบบยั่งยืนเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการขยายพื้นที่สนามหญ้าและบ่อซึมน้ำ ได้รับการส่งเสริมในโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ส่วนใหญ่มักถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่เพื่อป้องกันภัยแล้ง และปัจจุบันก็ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องติดตั้งระบบนี้

คุณค่าของน้ำ

เมื่อแหล่งน้ำไม่ได้มีเหลือเฟือเหมือนเดิม การตัดสินใจที่ยากลำบากก็ต้องเกิดขึ้น

นอกจากฟาร์มของแดเนียล ไซเซอร์ที่ซัฟฟอล์กแล้ว หน่วยงานสิ่งแวดล้อมยังได้ระงับหรือจำกัดใบอนุญาตสูบน้ำของเกษตรกรไปแล้วถึง 1,327 ใบ

พอล ทอมกินส์ (Paul Tomkins) รองประธานสหภาพเกษตรกรแห่งชาติของอังกฤษและเวลส์ (National Farmers' Union of England and Wales) บอกว่าปัญหาคือมีกรอบกฎหมายที่รับประกันว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับธรรมชาติและครัวเรือน แต่กลับไม่มีกฎหมายลักษณะเดียวกันสำหรับการปลูกพืชอาหาร

"ภาคเกษตรกรรมเหมือนเป็นลูกคนที่ถูกลืมในบรรดาสามพี่น้อง" พอลกล่าว

สำหรับฟาร์มอย่างของแดเนียล ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ไม่มีทั้งฝนและน้ำในแม่น้ำ ไม่ใช่เรื่องของปี 2055 อีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้

"เราไม่มีปัญญาเจอปีแบบนี้อีกแล้ว ตอนนี้เราแทบจะยืนอยู่ปากเหวของการล้มละลาย" เขากล่าว

วูดส์บอกว่าปัญหานี้จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อสังคมตกลงกันได้ว่าจะใช้น้ำอย่างไร "ข้อจำกัดที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำที่มี แต่เป็นเรื่องที่สังคมจะใช้น้ำอย่างไร และให้คุณค่ากับการใช้น้ำแต่ละประเภทมากแค่ไหน นี่จะเป็นความท้าทายใหญ่เรื่องหนึ่งของวงการน้ำในอีก 20-30 ปีข้างหน้า" เขากล่าวทิ้งท้าย

BBC

tag:#England #ภัยแล้ง #น้ำ #Drought #WaterCrisis #สิ่งแวดล้อม #Climate #EnvironmentAgency #เกษตรกร #น้ำประปา #WorldNews #FarangThai

อ่านเพิ่มเติม

เนปาลเตือนภัยน้ำท่วมซ้ำ ขณะชุมชนยังต่อสู้กับความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งก่อน

ข่าวรอบโลก

เนปาลเตือนภัยน้ำท่วมซ้ำ ขณะชุมชนยังต่อสู้กับความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งก่อน

ทางการเนปาล (Nepal) ออกเตือนภัยน้ำท่วมระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ พร้อมขอให้ประชาชนในเขตที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังระดับน้ำในแม่น้ำโบเตโกชี (Bhotekoshi) เพิ่มสูงขึ้น การแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมถูกส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนตลอดช่

By Gossip Girl!!!
เทรกกิ้งคือหัวใจของพื้นที่ภูเขาในเนปาลที่เพิ่งเผชิญน้ำท่วมรุนแรง

ข่าวรอบโลก

เทรกกิ้งคือหัวใจของพื้นที่ภูเขาในเนปาลที่เพิ่งเผชิญน้ำท่วมรุนแรง

เทือกเขาบริเวณชายแดนเนปาล (Nepal)-จีน มีอันตรายแฝงอยู่เสมอ ล่าสุดเห็นได้ชัดจากน้ำท่วมฉับพลันในสัปดาห์นี้ที่เกิดจากธารน้ำแข็งถล่ม คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยรายและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่ขณะเดียวกัน เทือกเขาแห่งนี้ก็เป็นแรงดึงดูดสำคั

By Gossip Girl!!!
โจรสลัดโซมาเลียกลับมาระบาดหนัก ผลพวงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านลามถึงน่านน้ำแอฟริกา

ข่าวรอบโลก

โจรสลัดโซมาเลียกลับมาระบาดหนัก ผลพวงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านลามถึงน่านน้ำแอฟริกา

การจี้เรือใกล้ชายฝั่งโซมาเลีย (Somalia) กำลังกลับมาเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่อีกครั้ง ซ้ำเติมเส้นทางเดินเรือที่เผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากการปิดล้อมทางทะเลและความขัดแย้งที่ลุกลามมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ (US) กับอิหร่าน (Iran) สัปดาห์ที่ผ่านมา เรือบรรทุกสิ

By Gossip Girl!!!
ภรรยาม่ายฟ้องสิงคโปร์แอร์ไลน์ หลังสามีเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศ

ข่าวรอบโลก

ภรรยาม่ายฟ้องสิงคโปร์แอร์ไลน์ หลังสามีเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศ

หญิงม่ายที่สามีเสียชีวิตจากเหตุ "เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง" ได้เริ่มดำเนินการทางกฎหมายฟ้องร้องสายการบินแล้ว ทนายความของลินดา คิทเชน (Linda Kitchen) วัย 74 ปี จากเมืองธอร์นเบอรี (Thornbury) ใกล้เมืองบริสตอล (Bristol) ซึ่งกระดูกสันหลังหักจากเหตุการณ์

By Gossip Girl!!!