ทรัมป์เคยกดดันนาโตให้เปลี่ยน สัปดาห์นี้เขาจะขอมากกว่าเดิม
ทรัมป์เคยกดดันนาโตให้เปลี่ยน สัปดาห์นี้เขาจะขอมากกว่าเดิม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังจะบินไปกรุงอังการา (Ankara) ประเทศตุรกี เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดนาโต (NATO) ประจำปี ปีที่แล้วเขากดดันให้ชาติพันธมิตรทุ่มงบกลาโหมมากขึ้น แต่ปีนี้ภารกิจของเขาคือการไล่บี้ให้ทุกชาติทำตามคำมั่นนั้นจริง ๆ ระหว่างการประชุมทรัมป์ยังมีคิวพบประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) แห่งยูเครนเพื่อคุยเรื่องสงครามกับรัสเซีย ขณะที่ทีมงานของเขากำลังดันให้นาโตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กว่าเดิม เพื่อให้สหรัฐหันไปโฟกัสภูมิภาคอื่นของโลกได้
ภารกิจใหม่ที่อังการา: ไล่บี้ให้ทำตามสัญญา
ในการประชุมสุดยอดนาโตเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นคือพันธมิตรที่ส่วนใหญ่ยอมทำตามข้อเรียกร้องให้เพิ่มงบกลาโหม และสัปดาห์นี้เมื่อเขาไปพบบรรดาผู้นำที่ตุรกี ภารกิจก็คือการทำให้คำมั่นนั้นเกิดขึ้นจริง
ความรวดเร็วที่ชาติสมาชิกนาโตส่วนใหญ่พยายามขานรับข้อเรียกร้องของทรัมป์ ที่ให้ใช้งบกลาโหม 5% ของ GDP ต่อปีภายในทศวรรษหน้า สะท้อนชัดว่าผู้นำสหรัฐคนนี้ปรับโฉมพันธมิตรและดัดให้เป็นไปตามใจตัวเองได้มากแค่ไหน แม้เขาจะยังมีปากเสียงกับสมาชิกอยู่หลายเรื่อง ทั้งสงครามอิหร่าน (Iran) การพูดถึงการผนวกกรีนแลนด์ (Greenland) และความบาดหมางส่วนตัวอีกจิปาถะ
"ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวังเต็มที่ว่าพันธมิตรทุกชาติจะลงมือทันที เดินหน้าสู่เป้าหมาย 5% และทำอย่างเร่งด่วน" แมตต์ วิเทเกอร์ (Matt Whitaker) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำนาโต กล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะเกริ่นถึงสารของฝ่ายบริหารก่อนการประชุมที่อังการา
ทรัมป์ออกเดินทางเย็นวันจันทร์ และตลอดหลายวันก่อนหน้าก็ระบายความไม่พอใจเรื่องที่สหรัฐจ่ายงบกลาโหมมากกว่าชาติอื่น ทั้งที่ มาร์ก รึตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการนาโต พยายามเอาใจผู้นำสหรัฐเจ้าอารมณ์คนนี้ในการพบกันที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อเดือนก่อน โดยยกแผนภูมิขนาดใหญ่ที่เขาเรียกว่า "The Trump Trillion" มาโชว์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรเพิ่มคำมั่นด้านงบประมาณไปมากเท่าไรตั้งแต่ปี 2017 (พ.ศ. 2560)
ลุค คอฟฟีย์ (Luke Coffey) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันฮัดสัน (Hudson Institute) คลังสมองสายอนุรักษนิยมในกรุงวอชิงตัน เรียกการประชุมที่อังการาครั้งนี้ว่าเป็น "ใบรายงานผลครั้งแรก" หลังการประชุมที่กรุงเฮก (The Hague) เมื่อปีก่อน "ถ้าสมาชิกนาโตเล่นเกมถูกจังหวะ คือผู้นำมาโชว์ความมุ่งมั่นพร้อมแผนที่สมเหตุสมผลในการทำตามเป้างบประมาณ ก็จะเปิดทางให้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ฉลองชัยชนะ" คอฟฟีย์กล่าว
พบเซเลนสกี คุยยูเครน และวาระผู้นำหลายชาติ
ทรัมป์เดินทางออกจากการประชุมกลุ่มจี7 (G7) ที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนก่อนด้วยแรงหนุน หลังบรรดาผู้นำหนุนข้อตกลงชั่วคราวของเขาในการยุติสงครามกับอิหร่าน เขาชื่นชมความเป็นเอกภาพของผู้นำเหล่านั้น ซึ่งก็พยายามดึงทรัมป์ให้มาเพิ่มความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครนในการสู้กับรัสเซีย (Russia) ด้วย
สงครามที่ตอนนี้ย่างเข้าปีที่ห้า คาดว่าจะเป็นวาระสำคัญของการประชุมที่อังการา ทำเนียบขาวระบุว่าทรัมป์จะพบประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนในวันพุธ โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เพิ่งพูดคุยกับทั้งเซเลนสกีและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ของรัสเซียเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม
ทรัมป์ยังมีแผนพบประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัลชาราา (Ahmad al-Sharaa) ของซีเรีย (Syria) นอกรอบการประชุม แม้ทำเนียบขาวยังไม่เปิดเผยเป้าหมาย แต่ก็เกิดขึ้นในจังหวะที่ทรัมป์พูดเปรย ๆ ต่อสาธารณะถึงการให้ซีเรียมีบทบาทมากขึ้นในการต่อกรกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน (Lebanon) ทว่าอัลชาราา ผู้เคยนำกลุ่มติดอาวุธอิสลามและมีกองกำลังที่โค่นอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัสซาด (Bashar Assad) ระบุว่าเขาไม่สนใจจะทำเช่นนั้น
นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐยังจะพบแยกกับประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdogan) ของตุรกี เจ้าภาพการประชุมที่ทรัมป์นับเป็นเพื่อนสนิท แต่เขาไม่มีคิวหารือทวิภาคีกับผู้นำชาติอื่นเลย และแม้บรรยากาศในการประชุมจี7 จะดูดี ทรัมป์ก็รื้อฟื้นความบาดหมางทันทีที่กลับถึงสหรัฐ
เขาประกาศว่า เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก่อนที่ผู้นำที่กำลังเจอมรสุมคนนี้จะออกมายืนยันอย่างเป็นทางการเสียอีก โดยอ้างว่าสตาร์เมอร์ "ล้มเหลวอย่างหนัก" ทั้งเรื่องผู้อพยพและพลังงาน ขณะเดียวกันทรัมป์ยังกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) ของอิตาลี อ้อนขอถ่ายรูปกับเขา จนเธอออกมาปฏิเสธเสียงแข็งและอิตาลียกเลิกกำหนดเยือนสหรัฐของรัฐมนตรีต่างประเทศ ไม่พอ วันอาทิตย์ที่ผ่านมาทรัมป์ยังโพสต์ภาพเมโลนียิ้มให้เขาลงโซเชียล พร้อมข้อความว่า "ต้องมีคำสั่งห้ามเข้าใกล้แล้ว"
ทรัมป์ยังคงมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ของแคนาดา ส่วนประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส แม้จะเอาชนะใจทรัมป์ด้วยงานเลี้ยงหรูที่พระราชวังแวร์ซาย (Versailles) เมื่อเดือนก่อน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่ได้ราบรื่นตลอด
ด้วยตระหนักถึงความตึงเครียดเหล่านี้ กลุ่มวุฒิสมาชิกสองพรรคจึงเดินทางไปร่วมการประชุมอีกครั้งในปีนี้ เพื่อสะท้อนเสียงสนับสนุนพันธมิตรอันกว้างขวางในรัฐสภา และถ่วงดุลท่าทีที่มักเผ็ดร้อนของทรัมป์ต่อนาโต "พวกเขาคือพันธมิตรที่ดีที่สุด เป็นคู่ค้าที่ดีที่สุด และสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติและความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเรา เราต้องส่งเสริมความสัมพันธ์เหล่านี้" วุฒิสมาชิกจีน ชาฮีน (Jeanne Shaheen) จากรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ผู้นำคณะไปอังการากล่าว "นี่คือสิ่งที่สภาเข้าใจ แต่ฝ่ายบริหารดูจะไม่เข้าใจ"
"NATO 3.0" กับความพยายามลดบทบาทสหรัฐในยุโรป
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า "NATO 3.0" ซึ่งวาดภาพพันธมิตรที่ยุโรปต้องแบกรับความมั่นคงของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้สหรัฐเบนความสนใจไปที่อื่นได้
ยุทธศาสตร์นี้ถูกวางไว้โดยเอลบริดจ์ โคลบี (Elbridge Colby) ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เมื่อต้นปีนี้ในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมนาโต จากนั้นในสุนทรพจน์ดุเดือดต่อรัฐมนตรีกลาโหมชาติอื่นเมื่อเดือนก่อน รัฐมนตรีกลาโหมพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ก็เพิ่มแรงกดดันด้วยการประกาศว่าสหรัฐจะทบทวนกำลังพลในยุโรปเป็นเวลาหกเดือน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ชาติในพันธมิตรที่คาดว่าจะได้ประสานงานกับฝ่ายบริหารทรัมป์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ตัวทรัมป์เองก็เคยสร้างความสับสนไม่น้อยเมื่อต้นปี เพราะดูเหมือนส่งสัญญาณขัดแย้งกันในเรื่องนี้ โดยประกาศว่าจะส่งทหารสหรัฐ 5,000 นายไปโปแลนด์ (Poland) หลังจากเพิ่งสั่งถอนกำลังจำนวนเท่ากันออกจากทวีปยุโรปได้ไม่กี่สัปดาห์
ชาฮีนกล่าวว่าแนวคิด NATO 3.0 "ไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับที่ฝ่ายบริหารชุดนี้ไม่เคยเข้าใจมาตลอด ว่าปูตินและรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อยุโรป และต่อเนื่องไปถึงสหรัฐมากแค่ไหน"
ยุโรปเพิ่มงบ แต่ยังต้องพึ่งสหรัฐ
ปีที่แล้วผู้นำสหรัฐคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ชาติสมาชิกนาโตตกลงเป้าหมายกว้าง ๆ ที่กรุงเฮก ให้ใช้งบกลาโหม 5% ของ GDP ภายในทศวรรษหน้า ในจำนวนนี้ 3.5% จะเป็นงบกลาโหมหลัก ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โครงสร้างพื้นฐาน โดยตอนนั้นสเปน (Spain) ระบุว่าทำตามเป้านี้ไม่ไหว และอีกหลายชาติก็แสดงความกังวลต่อเป้าหมายอันทะเยอทะยานนี้
แม้จะเพิ่มคำมั่นและงบประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหลายส่วนของทวีปยังต้องพึ่งพาสหรัฐในการป้องกันตัวหากถูกโจมตี เพราะหัวใจของพันธมิตรนาโตคือมุมมองที่ว่า การโจมตีติดอาวุธต่อสมาชิกหนึ่งเท่ากับการโจมตีสมาชิกทั้งหมด
"นี่คือความจริงของชาวยุโรปส่วนใหญ่" ลิอานา ฟิกซ์ (Liana Fix) นักวิจัยอาวุโสด้านยุโรปแห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) กล่าว โดยระบุว่าส่วนใหญ่ยังห่างไกลจากการป้องกันตัวเองได้โดยไม่มีสหรัฐ "แม้พวกเขาจะเริ่มพัฒนาทั้งหมดนั้นแล้วก็ตาม"
นอกจากคำมั่นด้านงบประมาณ นาโตยังพยายามเอาใจทรัมป์ในด้านอื่นด้วย โดยเมื่อต้นปีได้เปิดตัว "อาร์กติก เซนทรี" (Arctic Sentry) การซ้อมรบที่นำโดยนาโต เพื่อรับมือกิจกรรมของรัสเซียและจีนในภูมิภาค อีกทั้งยังตอบโจทย์คำขู่ซ้ำ ๆ ของทรัมป์ที่จะยึดกรีนแลนด์ เพราะเขายืนกรานว่าสหรัฐจำเป็นต้องได้ดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก (Denmark) แห่งนี้มาไว้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์
ประเด็นสำคัญโดยสรุป
- ทรัมป์บินไปประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยภารกิจปีนี้คือไล่บี้ให้พันธมิตรทำตามคำมั่นใช้งบกลาโหม 5% ของ GDP ภายในทศวรรษหน้า
- เขามีคิวพบเซเลนสกีในวันพุธเพื่อคุยเรื่องสงครามยูเครน-รัสเซียที่ย่างเข้าปีที่ห้า รวมถึงพบผู้นำซีเรียและตุรกีนอกรอบ
- ฝ่ายบริหารดันแนวคิด "NATO 3.0" ให้ยุโรปแบกรับความมั่นคงตัวเองมากขึ้น พร้อมประกาศทบทวนกำลังพลสหรัฐในยุโรปเป็นเวลาหกเดือน
- เป้างบ 5% แบ่งเป็นงบกลาโหมหลัก 3.5% ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่อง โดยสเปนและอีกหลายชาติกังวลว่าทำตามได้ยาก
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายุโรปส่วนใหญ่ยังพึ่งสหรัฐในการป้องกันประเทศ ขณะที่ทรัมป์รื้อฟื้นความบาดหมางกับผู้นำหลายชาติหลังการประชุมจี7
tag:#ทรัมป์ #Trump #NATO #นาโต #ประชุมสุดยอด #ยูเครน #เซเลนสกี #ตุรกี #งบกลาโหม #WorldNews #FarangThai
Source: AP