เผยมากไปจริงเหรอ ผู้เชี่ยวชาญชี้ การ ‘โอเวอร์แชร์’ ในที่ที่ใช่ อาจช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น

เผยมากไปจริงเหรอ ผู้เชี่ยวชาญชี้ การ ‘โอเวอร์แชร์’ ในที่ที่ใช่ อาจช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น

หลายคนคงเคยมีโมเมนต์เผลอเล่าเรื่องส่วนตัวเกินงาม แล้วกลับมานั่งจี้นจ๋อยภายหลัง แต่งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดและรัตเกอร์สชี้ตรงข้ามว่า การเปิดใจให้คนอื่นรู้จักเรามากขึ้น ถ้าเลือกคนถูกและจังหวะเหมาะ กลับช่วยสร้างความไว้ใจ และอาจทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่าที่คิด

เรื่องน่าอายที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน

เลสลี จอห์น อาจารย์ด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยเล่าเรื่องน่าอายของตัวเองให้อาจารย์อาวุโสสองคนฟังในจังหวะที่เผลอเมา ตอนนั้นเธอนึกว่างานเสร็จแน่ แต่กลายเป็นว่าทั้งสองกลับเปลี่ยนมาเป็นเมนเทอร์ที่ใกล้ชิดที่สุดของเธอ

จอห์นซึ่งเขียนหนังสือชื่อ Revealing: The Underrated Power of Oversharing บอกว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ตอกย้ำว่าผู้คนมักประเมินความเสี่ยงของการเปิดใจเล่าเรื่องส่วนตัวสูงเกินไป ทั้งที่ในชีวิตจริง การเปิดเผยตัวเองในที่ทำงานหรือชีวิตประจำวัน มักนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น (ทั้งนี้เธอเตือนว่าคำแนะนำของเธอเน้นเฉพาะการเปิดใจแบบเจอตัว ไม่ใช่บนโลกออนไลน์ที่มีความเสี่ยงต่างกัน)

บริบทคือทุกอย่าง

แคทรีน กรีน อาจารย์ด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ที่ศึกษาเรื่องการเปิดเผยตัวตนมาตั้งแต่ยุค 80s ระบุว่าเรากำลังตัดสินใจตลอดเวลาว่าจะเล่าหรือไม่เล่าเรื่องไหนกับใคร โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

เธอย้ำว่าบริบทคือหัวใจ การไปบอกหมอว่ามีโรคติดต่อทางเพศ ย่อมต่างกับการไปเล่าให้หัวหน้าฟัง การเปิดเผยเรื่องส่วนตัวเร็วเกินไปก็อาจทำให้คนถอยห่าง แต่ถ้าค่อย ๆ ปล่อยข้อมูลทีละนิด เพื่อทดสอบปฏิกิริยา อย่างเช่นในช่วงเริ่มต้นของคนที่กำลังคบกัน ความสัมพันธ์ก็จะค่อย ๆ ลึกขึ้นเอง

เหตุผลที่อยากเล่า สำคัญพอ ๆ กับเนื้อหาที่เล่า

จอห์นแนะนำให้ลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า “ทำไมเราถึงอยากเล่าเรื่องนี้ ใช่คนที่ถูกต้องหรือเปล่า ถูกเวลาไหม?”

เธอเล่าประสบการณ์ของตัวเองตอนตั้งครรภ์ในช่วงโควิด ที่อึดอัดอยากเชื่อมต่อกับใครสักคน เลยไปบอกเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นบ้านถูกประกาศขาย เพราะเจ้าของไม่อยากมีผู้เช่าที่มีลูก

“ถ้าตอนนั้นซื่อสัตย์กับตัวเองมากกว่านี้ ก็จะรู้ว่าเรากำลังหาความรักและความตื่นเต้น แต่เจ้าของบ้านไม่ใช่คนที่ใช่ในการเล่าเรื่องนี้” เธอบอก

เปิดใจน้อยไปก็เสียโอกาส

จอห์นเตือนว่าหลายคนกังวลกับการเล่ามากไป จนลืมคิดถึง “ความเสี่ยงของการเล่าน้อยไป” ถ้าไม่เปิดใจให้คนอื่น เพื่อนใหม่จะไม่มีวันกลายเป็นเพื่อนสนิท คนรักก็จะไม่รู้ว่าเรารัก เธอย้ำว่าหากรู้สึกว่าเล่าเกินไป วิธีแก้คือสื่อสารต่อให้ชัดขึ้น ไม่ใช่ปิดปาก

ตัวอย่างง่าย ๆ คือถ้ารู้สึกว่าเผลอพูดอะไรไปแล้วทำให้เพื่อนร่วมงานไม่สบายใจ การเดินไปคุยเคลียร์ตรง ๆ ดีกว่าเก็บกดไว้ในใจ

สิ่งที่ไม่ควรเล่า

แม้การเปิดใจจะดี แต่ก็มีข้อยกเว้น กรีนชี้ว่ามีการเล่าแบบหนึ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ คือการพรั่งพรูข้อมูลส่วนตัวใส่อีกฝ่ายโดยไม่เปิดให้เขาได้พูดบ้าง เพราะความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลแบบนี้ ในระยะยาวจะทำให้คนถอยห่าง

อีกเรื่องที่ควรเลี่ยงคือ “การนินทาคนอื่น” งานวิจัยของจอห์นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า spontaneous trait transference คือเวลาเราพูดเรื่องไม่ดีของคนอื่น คนฟังจะเชื่อมโยงคำพูดเชิงลบเหล่านั้นกลับมาที่ตัวเรา โดยที่ตัวเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งนินทา ยิ่งทำให้ตัวเองดูแย่

เปิดใจ = ความสุขในระดับสมอง

มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าเวลาเราเล่าเรื่องตัวเอง สมองส่วนที่เกี่ยวกับ “ความสุข” จะถูกกระตุ้น จอห์นเปรียบว่าธรรมชาติออกแบบให้สิ่งที่ดีต่อเรา รู้สึกดีไปในตัว แต่ก็ต้องอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

สรุปประเด็นสำคัญ

  • การเปิดใจเล่าเรื่องส่วนตัวกับคนที่ใช่ ในจังหวะที่เหมาะ ช่วยสานสัมพันธ์ให้ลึกขึ้น
  • บริบทเป็นเรื่องสำคัญ คนรับฟังต่างกัน ก็ต้องเล่าต่างกัน
  • ก่อนเล่าให้ถามตัวเองว่า “ทำไมถึงอยากเล่า” และ “คนนี้คือคนที่ใช่ไหม”
  • หากเล่าเกินไป วิธีแก้คือคุยต่อให้ชัด ไม่ใช่ปิดปาก
  • หลีกเลี่ยงการเล่าฝ่ายเดียวโดยไม่ฟังอีกฝ่าย และการนินทาคนอื่น
  • การเปิดใจกระตุ้นสมองส่วนความสุข ถ้ารู้จักประมาณตน

ที่มา : The Associated Press

tag:#Oversharing #พูดมากเกินไป #TMI #LeslieJohn #HarvardBusiness #ฮาร์วาร์ด #KathrynGreene #Rutgers #Disclosure #เปิดเผยตัวตน #Relationships #ความสัมพันธ์ #Trust #ความไว้ใจ #Communication #การสื่อสาร #SocialSkills #ทักษะทางสังคม #PersonalGrowth #พัฒนาตัวเอง #Vulnerability #ความเปราะบาง #SelfDisclosure #เปิดเผยตัวเอง #Workplace #ที่ทำงาน #Gossip #นินทา #SpontaneousTraitTransference #Friendship #มิตรภาพ #MentalHealth #สุขภาพจิต #Wellness #สุขภาพดี #BeWell #LifeAdvice #คำแนะนำในชีวิต #SocialPsychology #จิตวิทยาสังคม #ConnectionBuilding #สร้างสัมพันธ์ #FarangThai

อ่านเพิ่มเติม

ช่วยคนงานรอดชีวิตได้ 2 คน จากอุโมงค์โรงไฟฟ้าเนปาลที่น้ำท่วม หวั่นยังมีผู้ติดค้างอีกนับร้อย

ข่าวรอบโลก

ช่วยคนงานรอดชีวิตได้ 2 คน จากอุโมงค์โรงไฟฟ้าเนปาลที่น้ำท่วม หวั่นยังมีผู้ติดค้างอีกนับร้อย

ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือคนงานสองคนออกมาจากอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำในเนปาลที่ประสบภัยน้ำท่วมได้สำเร็จ และยังได้ยินเสียงคนข้างในเพิ่มเติม 9 วันหลังน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่ทำให้คนงานหลายร้อยคนติดค้างอยู่ในโครงการพลังงานหลายแห่งบนเทือกเขาหิมาลัย กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

By Gossip Girl!!!
ทำไมสัญญาณเตือนธารน้ำแข็งถล่มในเนปาลถึงตรวจจับได้ยาก

ข่าวรอบโลก

ทำไมสัญญาณเตือนธารน้ำแข็งถล่มในเนปาลถึงตรวจจับได้ยาก

ธารน้ำแข็งถล่มที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งร้ายแรงในเขตหิมาลัยของเนปาลและทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่จริงแล้วมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญระบุ แต่ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนฉุกเฉินในภูมิภาคนี้ยั

By Gossip Girl!!!
นักพากย์เสียงอังกฤษของ Eren Yeager ยอมทำขากรรไกรหลุด เพื่อถ่ายทอดฉากทรยศสุดคลาสสิกใน Attack on Titan

ข่าวรอบโลก

นักพากย์เสียงอังกฤษของ Eren Yeager ยอมทำขากรรไกรหลุด เพื่อถ่ายทอดฉากทรยศสุดคลาสสิกใน Attack on Titan

คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญของ Attack on Titan ไบรซ์ เพเพนบรูก (Bryce Papenbrook) นักพากย์เสียงภาษาอังกฤษของเอเรน เยเกอร์ (Eren Yeager) เผยว่าเขายอมทำขากรรไกรหลุดจริงๆ เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ในหนึ่งในฉากที่เข้มข้นที่สุดของ Attack on Titan ให้สมจริงที่สุด ซี

By Gossip Girl!!!
นายกฯ สเปนแจง ยังไม่มี 'หลักฐานหนักแน่น' โมร็อกโกวางแผนดันผู้อพยพเข้าเซวตา

ข่าวรอบโลก

นายกฯ สเปนแจง ยังไม่มี 'หลักฐานหนักแน่น' โมร็อกโกวางแผนดันผู้อพยพเข้าเซวตา

นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ (Pedro Sanchez) กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ายังไม่มี "หลักฐานหนักแน่น" ที่ชี้ว่าโมร็อกโก (Morocco) วางแผนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ผู้อพยพจำนวนมากทะลักเข้าสู่เซวตา (Ceuta) เมื่อเดือนกรกฎาคม แม้จะมีรายงานของตำรวจที่ระบุถึงความบกพร่องหลายประการของกองกำลังความมั

By Gossip Girl!!!