บราซิลลั่นตอบโต้ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า 25% สินค้าบราซิลบางประเภท
บราซิลประกาศจะตอบโต้หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบราซิลบางประเภทในอัตรา 25%
สำนักงานประธานาธิบดี ลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวเป็น "จุดต่ำสุดที่น่าเสียดาย" ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และมองว่าเป็นผลมาจากแรงกดดันที่ครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีสายขวาจัด ไจร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) กดดันทำเนียบขาว
มาตรการภาษีใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้วันที่ 22 กรกฎาคม เมื่อถึงเวลานั้น บราซิลซึ่งขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด จะกลายเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงเป็นอันดับสองรองจากจีน
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยืนยันมาตรการภาษีนี้เมื่อคืนวันพุธ โดยระบุว่าเป็นผลจาก "การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่ไม่สมเหตุสมผล" ของบราซิล ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการค้าของสหรัฐฯ
ฝ่ายบราซิลยืนยันว่าได้พยายามนำข้อมูลไปหักล้างข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอด และมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีเหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก โดยนักการเมืองจากพรรคของลูลามองว่าเป็นความพยายามของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่จะแทรกแซงการเลือกตั้งบราซิลที่กำลังจะมาถึง
ลูลาซึ่งความสัมพันธ์กับทรัมป์มีขึ้นมีลงมาตลอด และกำลังตกต่ำอยู่ในช่วงนี้ กำลังลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัยในเดือนตุลาคม โดยคู่แข่งคนสำคัญคือ ฟลาวิโอ โบลโซนารู (Flávio Bolsonaro) วุฒิสมาชิกสายขวาจัด บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโบลโซนารู ซึ่งถูกเลือกให้ลงสมัครหลังบิดาถูกตัดสินว่ามีความผิดจากความพยายามพลิกผลการเลือกตั้งปี 2022 (พ.ศ. 2565) ที่แพ้ให้กับลูลา
การสอบสวนของ USTR เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน โดยขณะนั้นทรัมป์อ้างถึงคดีความของโบลโซนารูที่กำลังดำเนินอยู่เป็นหนึ่งในเหตุผลของการเปิดการสอบสวน โดยระบุว่าคดีนี้ "ไม่ควรเกิดขึ้น" และเป็น "การล่าแม่มด"
ในตอนนั้น เอดูอาร์โด โบลโซนารู (Eduardo Bolsonaro) บุตรชายอีกคนของอดีตประธานาธิบดี ซึ่งขณะนั้นยังเป็น ส.ส. อ้างว่าตนเป็นผู้ผลักดันให้ทรัมป์ใช้มาตรการตอบโต้บราซิล ก่อนที่ภายหลังเขาจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหลังย้ายไปพำนักในสหรัฐฯ ซึ่งเขายังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน
สำนักงานประธานาธิบดีลูลาระบุเมื่อวันพุธว่ามาตรการภาษีนี้เป็นผลจาก "เรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมืออย่างแข็งขันของตระกูลโบลโซนารู" พร้อมกล่าวหาว่าครอบครัวนี้ "เป็นผู้รักชาติจอมปลอมที่วางแผนและปกป้องการกระทำที่มุ่งร้ายต่อประเทศของเรา โดยมีเป้าหมายทางการเมืองเป็นแรงขับเคลื่อน"
มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเคยพบปะกับบุตรชายของโบลโซนารูที่กรุงวอชิงตัน โพสต์ข้อความยืนยันว่าไม่ควรมีความเข้าใจผิดว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงขึ้นภาษี โดยระบุว่าประธานาธิบดีลูลาและรัฐบาลของเขา "ไม่ได้เจรจากับสหรัฐฯ ด้วยความสุจริตใจ" และตลอดปีที่ผ่านมาลูลาให้ความสำคัญกับอีโก้ส่วนตัวมากกว่าการทำข้อตกลงเพื่อสวัสดิภาพของประชาชนบราซิล
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นหลายฉบับ รวมถึงฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ ชี้ว่ามาตรการภาษีนี้กลับช่วยเสริมความนิยมของลูลาเหนือฟลาวิโอ โบลโซนารูมาตั้งแต่ปีก่อน โดยชาวบราซิลกว่าครึ่งโทษว่าตระกูลโบลโซนารูเป็นต้นเหตุของมาตรการภาษีครั้งนี้
ฟลาวิโอ โบลโซนารู ผู้จะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับลูลาในเดือนตุลาคมนี้ เคยขอให้สหรัฐฯ ระงับมาตรการภาษีในการไต่สวนของ USTR เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการนี้อาจเป็นประโยชน์ทางการเมืองต่อลูลา แต่เมื่อคำขอไม่ได้รับการตอบรับ เขาก็หันมาโทษลูลาว่าเป็นต้นเหตุของมาตรการภาษีแทนในเช้าวันพฤหัสบดี พร้อมโพสต์ข้อความสนับสนุนคำกล่าวของรูบิโอ และกล่าวหาว่าลูลาไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดีอีกต่อไป
สำนักงานประธานาธิบดีลูลาระบุว่าจะเริ่มดำเนินกระบวนการใช้กฎหมาย Reciprocity Law ทันที ซึ่งเปิดทางให้รัฐบาลบราซิลใช้มาตรการตอบโต้กับประเทศเป้าหมายได้
หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ เคยตัดสินคว่ำมาตรการภาษีหลายรายการของทรัมป์ที่อาศัยกฎหมายฉบับอื่น บราซิลจะกลายเป็นประเทศแรกที่ถูกกำหนดเป้าหมายภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ ซึ่งอาศัยมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ที่ให้อำนาจสอบสวนแนวปฏิบัติการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ผลการตัดสินใจของ USTR ระบุว่าบราซิลมีแนวปฏิบัติที่ "เป็นภาระหรือจำกัด" การค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการใช้ระบบชำระเงินทันที Pix ซึ่งเป็นบริการฟรีที่ได้รับความนิยมสูงในบราซิล โดยสหรัฐฯ อ้างว่าระบบนี้สร้างความเสียหายต่อบริษัทบัตรเครดิตของสหรัฐฯ
สำนักงานประธานาธิบดีลูลาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอีกครั้ง โดยระบุว่าบราซิลไม่ยอมรับความชอบธรรมของการสอบสวนที่ไม่ได้อ้างอิงกฎการค้าพหุภาคี
USTR ยังอ้างเหตุผลเรื่อง "การตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย" โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกษตรกรบราซิลได้เปรียบคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องย้อนแย้ง เนื่องจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงที่โบลโซนารู พันธมิตรของทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ขณะที่สำนักงานประธานาธิบดีลูลาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ว่า "ไร้สาระ" โดยย้ำว่านับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2023 (พ.ศ. 2566) รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการปราบปรามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและลดการตัดไม้ทำลายป่าลงอย่างมากในทุกพื้นที่ระบบนิเวศของบราซิล
ที่มา : The Guardian
tag:#Brazil #DonaldTrump #Tariffs #Lula #JairBolsonaro #การค้าโลก #ภาษีนำเข้า #อเมริกาใต้ #WorldNews #FarangThai