คู่รักอังกฤษกลับสู่หมู่บ้านศูนย์กลางไฟป่าสเปนที่คร่าชีวิตคน
ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สเปนได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 13 คน ในจำนวนนี้เชื่อว่าห้าคนเป็นชาวอังกฤษ เหตุเกิดในแคว้นอัลเมเรีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ทีมข่าวบีบีซีเดินทางขึ้นไปยังหมู่บ้านเบดาร์ (Bédar) ซึ่งกลายเป็นพื้นที่รกร้างและไหม้เกรียมไปทั้งเนินเขา เศษซากรถยนต์ที่ละลายกระจัดกระจายอยู่ตามทาง ขณะที่เนินเขาทั้งลูกถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านสีดำ
ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ หลังหญิงวัย 93 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวอังกฤษ เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล ทางการยังไม่ได้ยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
ไฟป่าครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้ควบคุมได้แล้ว เผาผลาญพื้นที่ไปราว 7,000 เฮกตาร์ (17,300 เอเคอร์) โดยได้แรงหนุนจากลมแรงถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (31 ไมล์ต่อชั่วโมง)
แม้ความเสียหายจะรุนแรง แต่เมื่อทีมข่าวขับรถลึกเข้าไปในหมู่บ้าน กลับพบว่าบ้านสีขาวสไตล์อันดาลูเซียจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งอยู่ได้อย่างปาฏิหาริย์
"นี่คือบ้านของเรา และมันรอดมาได้" เอ็มมา มิตเชลล์ (Emma Mitchell) กล่าวพร้อมถอนหายใจด้วยความโล่งใจ เธอชี้ไปยังอีกฝั่งของหุบเขาที่บ้านหลังหนึ่งถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้และพุ่มไม้ที่ไหม้เกรียม ก่อนที่ดวงตาจะเอ่อล้นเมื่อเล่าถึงบ้านของเพื่อนบ้านที่ไม่โชคดีเท่า
เอ็มมาและสามี ไซมอน มิตเชลล์ (Simon Mitchell) เป็นหนึ่งในราว 600 คน จากเกือบ 1,500 คนที่ถูกอพยพออกจากพื้นที่ไฟไหม้ในแคว้นอัลเมเรีย ที่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเมื่อวันอาทิตย์
ทั้งคู่ย้ายมาอยู่ที่เบดาร์เมื่อสามปีก่อน เลี้ยงไก่ 15 ตัว และใช้ชีวิตกับสุนัขสามตัว
"ตอนที่ฉันมองไปตรงนั้นแล้วเห็นว่าเราอยู่ใกล้กับหายนะขนาดนั้น มันน่ากลัวมาก"
เอ็มมากล่าว
ครอบครัวมิตเชลล์บอกว่าไม่เคยได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนว่าควรอพยพอย่างไรหากเกิดไฟไหม้
"ครั้งหน้าน่าจะมีการแจ้งเตือนผ่านมือถือ เราได้รับแจ้งเตือนแผ่นดินไหวที่ไกลออกไป 50 ไมล์ แต่กลับไม่มีการแจ้งเตือนไฟไหม้ที่อยู่ห่างไปแค่หนึ่งในสี่กิโลเมตร" เอ็มมากล่าว
เมื่อกลับถึงบ้าน ทั้งคู่พบว่าไก่ทุกตัวยังมีชีวิตอยู่ ระบบไฟฟ้าและน้ำประปายังใช้งานได้ตามปกติ ทั้งที่เพลิงลุกโหมรอบบ้านอย่างรุนแรง
พวกเขาชื่นชมตำรวจท้องถิ่นและนักดับเพลิงที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เอ็มมาแสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่บางส่วนที่ระบุว่าผู้เสียชีวิต รวมถึงชาวอังกฤษ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ
เธอกล่าวถึงทางการว่า "พวกคุณต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี และอย่าโยนความผิดให้เหยื่อในภายหลัง คนที่เสียชีวิตเหล่านี้ไม่มีคำแนะนำให้ปฏิบัติตามเลย พวกเขาทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในสถานการณ์นั้น แต่ต้องแลกด้วยชีวิต"

ก่อนหน้านี้ ทางการท้องถิ่นชี้แจงว่าไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยในคืนวันพฤหัสบดี เพราะเกรงว่าจะไปถึงประชาชนนอกพื้นที่เสี่ยง และอาจทำให้การอพยพยุ่งยากขึ้น พร้อมระบุว่าตำรวจได้เดินเคาะประตูบ้านหรือโทรศัพท์แจ้งประชาชนให้หลบภัยหรืออพยพอย่างปลอดภัยแล้ว รัฐบาลแคว้นอันดาลูเซียและตำรวจพลเรือนสเปนยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็น
นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ (Pedro Sanchez) มีกำหนดเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดในลอสกาญาร์โดส (Los Gallardos) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติจำนวนมาก ในวันจันทร์
ในบรรดาผู้ประสบภัย มีคู่รักชาวอังกฤษที่ถูกพบในหุบเหวลึก ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกึ่งหมดสติ สื่อท้องถิ่นรายงานว่าทั้งคู่คาดว่ากำลังเดินป่าขณะที่เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วทั่วแคว้นเมื่อวันพฤหัสบดี ทั้งสองถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต
เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในไฟป่าที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน ย้อนไปในปี 1984 (พ.ศ. 2527) มีผู้เสียชีวิต 20 คนจากไฟไหม้บนเกาะลาโกเมรา หมู่เกาะคานารี ขณะที่ปี 1979 (พ.ศ. 2522) มีผู้เสียชีวิต 21 คน รวมเด็ก 9 คน จากไฟป่าใกล้เมืองลอเรตเดมาร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้น ส่งผลให้คลื่นความร้อนในฤดูร้อนและไฟป่ารุนแรงขึ้นตามไปด้วย
ที่มา : BBC NEWS
tag:#สเปน #ไฟป่า #Almeria #Bedar #อังกฤษ #PedroSanchez #ภัยพิบัติ #ข่าวต่างประเทศ #ClimateChange #FarangThai