ภาวะฮอร์โมนที่หญิงทั่วโลก 1 ใน 8 คนเป็นได้ชื่อใหม่แล้ว
ภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงประมาณ 1 ใน 8 คนทั่วโลก เพิ่งได้รับชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ โดยหวังว่าจะช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยดีขึ้น จากเดิมที่เรียกว่า polycystic ovary syndrome (PCOS) หรือกลุ่มอาการรังไข่หลายซีสต์ ตอนนี้เปลี่ยนเป็น polyendocrine metabolic ovarian syndrome (PMOS)
นักวิจัยและผู้สนับสนุนการเปลี่ยนชื่อระบุว่าชื่อเดิม ซึ่งมักย่อเป็น PCOS ไม่แม่นยำ เพราะมันย่อโรคที่ซับซ้อนเกี่ยวกับฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ ให้เหลือเพียงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับซีสต์และโฟกัสที่รังไข่ ทำให้เกิดการวินิจฉัยพลาดและการรักษาที่ไม่เหมาะสม ตามแถลงการณ์ของ Endocrine Society กลุ่มแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
"เหตุผลหนึ่งคือ จริงๆ แล้วในรังไข่ไม่มีซีสต์ มันจึงสร้างความสับสนมาก" ดร. เมลานี ครี (Melanie Cree) หนึ่งในผู้เขียนบทความใน The Lancet และผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในเด็กจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด Anschutz กล่าว "ความหวังคือ ด้วยการเปลี่ยนชื่อที่ครอบคลุมและแม่นยำขึ้น มันจะเริ่มเอื้อให้เกิดการดูแลที่ดีกว่าเดิม"
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ป่วยมานานถึง 14 ปี และได้รับการตีพิมพ์ใน The Lancet เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
PCOS ตอนนี้กลายเป็น PMOS
ภาวะนี้มีลักษณะคือฮอร์โมนแกว่งซึ่งอาจส่งผลต่อน้ำหนัก สุขภาพการเผาผลาญ สุขภาพจิต ระบบสืบพันธุ์ และผิวหนัง
ดร. ซาราห์ ฮัตโต (Sarah Hutto) จาก University of Minnesota Medical School ระบุในบทความออนไลน์ของมหาวิทยาลัยว่า ภาวะนี้เชื่อมโยงกับ metabolic syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มภาวะสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสาเหตุของภาวะนี้คืออะไร แต่มีหลักฐานว่าพันธุกรรมและภาวะอ้วนมีบทบาทเกี่ยวข้อง ตามข้อมูลจาก Cleveland Clinic
อาการของ PMOS เป็นอย่างไร
อาการแตกต่างกันไป ซึ่งอาจทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ยาก
ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ และการผลิตฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน (androgens) มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดสิว ขนขึ้น หรือผมบาง อาจมีถุงน้ำเล็กๆ บนรังไข่ แม้จะไม่ใช่ซีสต์ผิดปกติก็ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องมีอาการเหล่านี้ครบทุกข้อสำหรับการวินิจฉัย
ดร. ครี ระบุว่าในวัยรุ่น การวินิจฉัยต้องมีทั้งรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ และสัญญาณของแอนโดรเจนสูง ซึ่งอาจรวมถึงระดับฮอร์โมนในเลือดสูง หรืออาการอย่างสิวรุนแรงและขนหน้าอก
PMOS เชื่อมโยงกับปัญหาภาวะมีบุตรยาก
ผู้เชี่ยวชาญจาก Cleveland Clinic ระบุว่า ภาวะนี้เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง เพราะการไม่ตกไข่บ่อยอาจทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
การมีภาวะนี้ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือการคลอดก่อนกำหนด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จ
รักษา PMOS อย่างไร
ดร. ครี บอกว่าการรักษาอันดับหนึ่งคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง ออกกำลังกาย และนอนหลับให้เพียงพอ
"พวกเราไม่ได้พยายามตัดสินใคร แต่มันมีงานวิจัยรองรับ" เธอกล่าว "ใน PMOS ผู้หญิงหลายคนมีอินซูลินสูงเกินไป และอินซูลินก็ทำให้รังไข่สับสนจนสร้างเทสโทสเตอโรนมากเกินไป และเทสโทสเตอโรนสูงนี่แหละที่ก่อให้เกิดอาการต่างๆ"
วิธีรักษาอื่นๆ ได้แก่ ยาที่ช่วยเรื่องความไวต่ออินซูลิน อย่างเมตฟอร์มิน (Metformin) ยาที่บล็อกแอนโดรเจน และยาฮอร์โมนคุมกำเนิด
แต่ ดร. ฮัตโตเน้นย้ำว่า การจัดการภาวะนี้ควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อแก้อาการและความกังวลเฉพาะตัว เช่น ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์อาจอยากโฟกัสที่การรักษาภาวะมีบุตรยาก ขณะที่คนอื่นๆ อาจสนใจทางเลือกอย่างยาคุมกำเนิดมากกว่า
การเปลี่ยนชื่อจะช่วยได้อย่างไร
นักวิจัยและแพทย์กำลังเผยแพร่ข่าวการเปลี่ยนชื่อนี้ให้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพในการประชุม ผ่านสมาคมการแพทย์ และช่องทางอื่นๆ พวกเขาหวังว่าจะช่วยให้คนตระหนักถึงความเป็นจริงของภาวะนี้ และวิธีที่แพทย์สามารถช่วยผู้ป่วยได้ดีที่สุด
"ฉันตื่นเต้นมากกับการเปลี่ยนชื่อ" ดร. ครี กล่าว "เพื่อนร่วมวิชาชีพส่วนใหญ่ของฉันก็ตื่นเต้นเช่นกัน"
ที่มา : Associated Press
tag:#PCOS #PMOS #สุขภาพผู้หญิง #ฮอร์โมน #WomensHealth #สุขภาพ #ภาวะมีบุตรยาก #HealthNews #เบาหวาน #ข่าวต่างประเทศ #FarangThai