น้ำท่วมฉับพลันเนปาล-ทิเบต: สองสาวอินเดียในกลุ่มผู้สูญหายเกือบ 300 คน
ครอบครัวของเธอเป็นหนึ่งในหลายร้อยครอบครัวที่ยังคงเฝ้ารอข่าวอย่างกระวนกระวาย หลังเหตุน้ำท่วมฉับพลันคร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากบริเวณชายแดนเนปาลติดทิเบต
เช้าตรู่วันพุธที่ผ่านมา สุดิปโต ภัฏฏาจารย์ยะ (Sudipto Bhattacharya) ได้รับข้อความสุดท้ายจากภรรยาของเขา
เธอส่งภาพตราประทับออกเดินทางในหนังสือเดินทางเวลา 07:57 น. (02:27 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช) แสดงว่าผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองฝั่งเนปาลเรียบร้อยแล้ว
หกนาทีต่อมา เวลา 08:03 น. เธอพิมพ์มาว่า "กำลังรอเข้าประเทศจีน" จากนั้นข้อความก็เงียบหายไป
สุภาศรี จักรพรรตี (Subhrasree Chakraborty) และกลุ่มที่เดินทางด้วยกันกำลังรอข้ามพรมแดนเข้าสู่ทิเบตเพื่อเดินทางต่อในเส้นทางแสวงบุญสู่เขาไกรลาส (Mount Kailash) ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาหิมาลัยที่ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระศิวะ ซึ่งสุภาศรีใฝ่ฝันอยากไปเยือนมานานหลายปี
หญิงวัย 43 ปีรายนี้อยู่ในกลุ่มชาวอินเดียอย่างน้อย 290 คนที่มีรายงานว่าสูญหาย หลังน้ำท่วมฉับพลันถล่มบริเวณชายแดนเนปาลติดทิเบต ผู้สูญหายจำนวนมากอยู่ในกลุ่มผู้แสวงบุญ ซึ่งเพิ่งกลับมาเปิดเส้นทางอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว หลังต้องหยุดชะงักไปจากช่วงโควิดและความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับจีน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีชาวอินเดียนับพันเดินทางไปแสวงบุญที่เขาไกรลาสแห่งนี้
สุภาศรีเดินทางโดยไม่มีครอบครัวไปด้วย เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทัวร์ประมาณ 30 คน เธอทำงานเป็นนักเทคนิคการแพทย์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุ้นเคยกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างดี รู้วิธีทำ CPR และขั้นตอนดูแลผู้ป่วยหนัก และตามคำบอกเล่าของสามี เธอมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้สุดิปโตรู้เพิ่มเติมเลยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังข้อความสุดท้ายนั้น
"หลัง 08:03 น. เกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไม่รู้อะไรเลย" เขากล่าว
จักรพรรตีส่งภาพถ่ายให้สามีดู แสดงว่าผ่านการตรวจคนเข้าเมืองฝั่งเนปาลแล้ว ก่อนจะข้ามไปยังฝั่งตรวจคนเข้าเมืองจีน (ภาพเบลอจากต้นฉบับ)
สุภาศรีรอคอยการเดินทางครั้งนี้มานานหลายปี
ภาพถ่ายที่เธอส่งกลับบ้านจากกาฐมาณฑุ (Kathmandu) เพียงไม่กี่วันก่อนหายตัวไป สะท้อนถึงความตื่นเต้นนั้นได้เป็นอย่างดี
ในภาพหนึ่งเธอสวมชุดคลุมสีน้ำเงินยืนอยู่ในลานวัดที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ยิ้มอ่อนโยนให้กล้อง ส่วนอีกภาพเธอสวมชุดสีแดงถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมอิฐและไม้แกะสลักโบราณที่จัตุรัสดูร์บาร์ (Durbar Square) แหล่งประวัติศาสตร์ของหุบเขากาฐมาณฑุ
เธอเล่าให้สามีฟังว่าทัศนียภาพชนบทที่นั่นสวยงามมาก
"เธอตื่นเต้นมาก" ภัฏฏาจารย์ยะซึ่งเป็นข้าราชการเล่า "นี่คือทริปในฝันของเธอ"
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม
เธอนั่งรถไฟมิถิลาเอ็กซ์เพรส (Mithila Express) จากโกลกาตา (Kolkata) ไปถึงรักซอล (Raxaul) ในวันที่ 22 สิงหาคม จากนั้นข้ามไปยังบีร์กันจ์ (Birgunj) แล้วต่อรถบัสไปกาฐมาณฑุ ถึงที่นั่นในคืนวันเดียวกัน
เธอพักที่กาฐมาณฑุสามคืนเพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ
ต่อมาเช้าวันที่ 25 สิงหาคม กลุ่มของเธอออกจากกาฐมาณฑุด้วยรถบัสมุ่งหน้าสู่ชยาบรูเบซี (Syabrubesi) หมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาที่อยู่ห่างจากกาฐมาณฑุไปทางเหนือราว 122 กิโลเมตร และเป็นประตูสู่แหล่งเดินป่าในเขตลังตัง (Langtang) การเดินทางครั้งนั้นกินเวลาเกือบ 12 ชั่วโมง และไม่ได้ราบรื่นนัก
ดินถล่มปิดกั้นเส้นทางไว้นานราว 4 ชั่วโมง ก่อนที่กองทัพจะเข้ามาเคลียร์ถนน แต่ตอนที่สุภาศรีคุยโทรศัพท์กับสามี เธอบอกว่าท้องฟ้าแจ่มใสดี
ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้เลยว่ากำลังจะเกิดเหตุร้ายตามมา

จักรพรรตีบอกสามีว่าทริปแสวงบุญครั้งนี้คือ "ทริปในฝัน" ของเธอ
"เธอพูดตลอดว่าอากาศดี" เขาเล่า "บอกว่าค่อนข้างอบอุ่น บางช่วงก็มีฝนตกบ้าง"
เช้าวันรุ่งขึ้นคือ 26 สิงหาคม สุภาศรีออกจากโรงแรมไม่นานหลัง 07:00 น.
ภัฏฏาจารย์ยะโทรคุยกับเธอ และทั้งคู่ยังส่งข้อความหากันต่อ ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา เธอแจ้งว่าผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองฝั่งเนปาลเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอข้ามเข้าทิเบต
หลังผ่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งเนปาล ผู้แสวงบุญจะเดินเท้าข้ามพรมแดนไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองจีนที่เมืองจี้หรง (Gyirong)
ภัฏฏาจารย์ยะเชื่อว่าภรรยาของเขาอาจอยู่ในหรือใกล้อาคารตรวจคนเข้าเมืองฝั่งจีนตอนที่ภัยพิบัติเกิดขึ้น
"ผมรู้ว่าฝั่งทิเบตสัญญาณอาจมีปัญหา" เขากล่าว "เลยรอข้อความถัดไป"
ราว 15:00 น. เขาเห็นข่าวน้ำท่วมทางสื่อ จึงเริ่มโทรหาผู้แสวงบุญคนอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่มีใครรับสาย
เขาลองติดต่อบริษัททัวร์ และหัวหน้าทัวร์สองคนที่ดูแลกลุ่ม ก็ยังไม่มีใครตอบรับ
นับจากนั้นครอบครัวก็ไม่ได้ยินข่าวคราวจากสุภาศรีอีกเลย
"พวกเขาได้รับการช่วยเหลือหรือยัง กลุ่มนี้อยู่ในกลุ่มที่ถูกช่วยไว้ในฝั่งจีนหรือเปล่า" ภัฏฏาจารย์ยะตั้งคำถาม "เราอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม"
เขาเชื่อว่าภรรยาและคนอื่นๆ อาจข้ามเข้าดินแดนจีนไปก่อนที่น้ำท่วมจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใครข้ามไปได้บ้าง หรือเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหลังจากนั้น
"ขอร้องให้ทางการจีนส่งรายชื่อมาให้ผมที" เขากล่าว "ทั้งคนสูญหาย เสียชีวิต และได้รับการช่วยเหลือ เราต้องการความคืบหน้า"
จากนั้นก็มาถึงคำพูดที่สะท้อนความทุกข์ทรมานของคนที่รอคอยอยู่ที่บ้านได้ดีที่สุด "จะให้พูดยังไงดี นอนไม่หลับทั้งคืน เอาแต่จ้องโทรศัพท์"

ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็น 475 ราย หลังผ่านไปกว่า 48 ชั่วโมงนับจากน้ำท่วมฉับพลันถล่มพื้นที่ชายแดนบนเทือกเขาหิมาลัย
สำหรับครอบครัวของรินา บาเนอร์จี (Rina Banerjee) วัย 54 ปี ความไม่แน่นอนยิ่งมากกว่านั้น
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนที่ขาดการติดต่อ เธออยู่ฝั่งไหนของพรมแดน
รินาเป็นครูสอนพิเศษเอกชนจากโกลกาตา ยังไม่ได้แต่งงาน เดินทางคนเดียวผ่านบริษัททัวร์ในกลุ่มแสวงบุญเดียวกัน
จนถึงตอนนั้นการเดินทางของเธอดูเหมือนจะราบรื่นดี ดไวปายัน มุเคอร์จี (Dwaipayan Mukherjee) หลานชายของเธอเล่าว่า ครอบครัวเคยวิดีโอคอลคุยกับเธอตอนที่ยังอยู่ในกาฐมาณฑุ
"ป้ามีความสุขมาก" เขาเล่า "เป็นทริปที่ป้าได้ออกไปเที่ยวหลังจากไม่ได้ไปไหนมานาน"
รินาไม่ใช่มือใหม่เรื่องภูเขา เธอเคยเดินทางไปตามพื้นที่เนินเขาและไปเดินป่ากับครอบครัวมาก่อน
"ป้าฟิตมาก" มุเคอร์จีกล่าว "เราเคยเดินป่าด้วยกัน คุ้นเคยกับการไปเที่ยวภูเขาอยู่แล้ว"
รินาเคยเล่าให้เขาฟังเรื่องดินถล่มที่กลุ่มเจอระหว่างทางในวันก่อนหน้า บอกว่าติดอยู่ตรงนั้นราว 4 ชั่วโมง
เช้าวันถัดมา บริษัททัวร์ส่งภาพหมู่มาให้ ในภาพมีรินายืนอยู่หน้าศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองฝั่งเนปาล
เช่นเดียวกับสุภาศรี เธอได้รับตราประทับออกเดินทางแล้ว มุเคอร์จีเล่า จากนั้นก็เงียบหายไป

รินา บาเนอร์จี ครูสอนพิเศษเอกชนที่เคยเดินทางไปตามพื้นที่ภูเขาหลายแห่งและมีประสบการณ์เดินป่ามาก่อน
"ผมไม่รู้ว่าพวกเขาข้ามพรมแดนไปแล้วหรือยัง" มุเคอร์จีกล่าว "อยู่ฝั่งจีนหรือฝั่งเนปาล เรายังคงสงสัยอยู่"
สำหรับสุภาศรี ทริปสองสัปดาห์นี้คือการแสวงบุญครั้งแรกในชีวิต และเป็นความฝันที่เธอเก็บไว้มานาน ส่วนรินาก็ปรารถนาจะเดินทางครั้งนี้มานานเช่นกัน และคุ้นเคยกับการเดินทางในเขาดีอยู่แล้ว
ทั้งสองคนมีสิ่งที่ภัฏฏาจารย์ยะเรียกว่า "ความกระหายอยากเดินทาง" (wanderlust) ความรักในการท่องเที่ยว การค้นพบสถานที่ใหม่ๆ และในกรณีนี้คือการมุ่งหน้าสู่ภูเขา
ทั้งคู่เข้าร่วมทริปแสวงบุญครั้งสำคัญของชีวิต ทั้งคู่ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองฝั่งเนปาลมาแล้ว และเชื่อว่าทั้งคู่ข้ามพรมแดนไปแล้วด้วย
ชื่อของทั้งสองคนปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สูญหายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเนปาล ซึ่งมีทั้งหมด 537 คน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อะไรชัดเจนขึ้น ครอบครัวของทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเธออยู่ที่ไหนหรือปลอดภัยหรือไม่ ส่วนบริษัททัวร์ในโกลกาตาก็ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลชะตากรรมของกลุ่มนี้เช่นกัน
สำหรับทั้งสองครอบครัว การเดินทางครั้งนี้จบลงด้วยคำถามเดียวกันที่ยังไม่มีคำตอบ นั่นคือผู้หญิงทั้งสองคนข้ามพรมแดนไปได้สำเร็จหรือไม่
tag:#น้ำท่วมเนปาล #Nepal #Tibet #India #ผู้สูญหาย #ภัยพิบัติ #เขาไกรลาส #MountKailash #ข่าวต่างประเทศ #ครอบครัว #WorldNews #FarangThai