'ทุกอย่างจมโคลน' ยอดตายน้ำท่วมฉับพลันเนปาลพุ่งอย่างน้อย 389 ราย
หมู่บ้านและถนนหลายสายบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตกลายเป็นซากปรักหักพังจมโคลน หลังน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ถาโถมลงมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ล่าสุดตำรวจเนปาลยืนยันยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็นอย่างน้อย 389 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายกว่า 900 คนที่เจ้าหน้าที่ยังติดต่อไม่ได้
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่าต้นเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้คือ "การถล่มของธารน้ำแข็ง" บนภูเขาลังตังลิรุง (Langtang Lirung) ฝั่งเนปาล ซึ่งทำให้เกิดคลื่นโคลนและเศษหินไหลบ่าลงมาปิดกั้นแม่น้ำแลนเด (Lhende) จนกลายเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราว ก่อนที่เขื่อนนี้จะแตกและปล่อยมวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำอย่างฉับพลัน เจ้าหน้าที่หน่วยงานจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลยืนยันกับบีบีซีว่าจุดถล่มอยู่ฝั่งเนปาล ไม่ใช่ฝั่งจีนตามที่มีการคาดเดากันในช่วงแรก
เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 08:37 น. ตามเวลาเนปาลของวันพุธ ซึ่งแรกเริ่มคาดว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาด 5.2 แต่ USGS ยืนยันภายหลังว่าเป็นแรงสั่นสะเทือนจากการถล่มของธารน้ำแข็ง ไม่กี่นาทีถัดมา กำแพงน้ำและเศษซากขนาดมหึมาก็ถาโถมลงมาตามแม่น้ำ พัดพาอาคารบ้านเรือน ถนน และยานพาหนะไปกับกระแสน้ำ ภายในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางการรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวสูญหายแล้ว 384 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 291 คน ก่อนจะยืนยันในเวลาต่อมาว่ามีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย 33 คน
ตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายยังคงเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตลอดสองวันที่ผ่านมา ล่าสุดคณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาลระบุว่ามีผู้สูญหาย 667 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 540 คนจาก 31 ประเทศ และชาวเนปาล 127 คน โดยอินเดียมีผู้สูญหายมากที่สุดถึง 178 คน ตามด้วยสหรัฐฯ 65 คน ยูเครน 53 คน มาเลเซีย 51 คน ออสเตรเลีย 35 คน และอังกฤษ 33 คน ขณะที่หน่วยงานจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลให้ตัวเลขแยกต่างหากว่ามีผู้สูญหายมากกว่า 900 คน ซึ่งทั้งสองหน่วยงานยอมรับว่าตัวเลขยังไม่ตรงกัน ฟากฝั่งทิเบต ทางการจีนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 คน และสูญหายอีกอย่างน้อย 558 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเลขนี้ทับซ้อนกับฝั่งเนปาลหรือไม่

เบื้องหลังตัวเลขคือเรื่องราวของครอบครัวที่กำลังรอคอยข่าวคราวคนที่รัก หญิงชาวเมืองเคนต์ ทาทาจานา ฟิลลิปส์ (Tatajana Phillips) เล่าว่าติดต่อน้องสาว ยูลิยา ยาโควิตซกา (Julija Jakovicka) ไม่ได้เลย หลังทราบว่าน้องสาวอยู่ใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตเพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนน้ำท่วมจะมาถึง "จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอะไรอีกเลย เราหวังจริง ๆ ว่าจะมีคนได้ยินเสียงเราและช่วยตามหาน้องสาวของฉัน" เธอกล่าว ยาโควิตซกาซึ่งเป็นแม่ลูกสองและอาศัยอยู่ในเยอรมนี เดินทางมาเนปาลเพื่อร่วมทริปปฏิบัติธรรมโยคะ เบน สามีของฟิลลิปส์ กล่าวเสริมว่า "เราเป็นห่วงมาก เรารู้แค่ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนก่อนหน้านี้ ซึ่งมันยากมากจริง ๆ"

ชายชาวเนปาลที่อาศัยอยู่ในเมืองแอเบอร์ดีน สกอตแลนด์ บารุน ลามิชาเน (Barun Lamichhane) วัย 26 ปี เล่าว่าสูญเสียญาติสนิทไปสามคนจากภัยพิบัติครั้งนี้ ทั้งพี่ชาย ลุง และลูกพี่ลูกน้อง ขณะที่พ่อแม่และยายของเขารอดชีวิตมาได้ด้วยการ "คลานเหมือนเด็กทารก" หนีขึ้นไปบนเนินเขา "โชคดีที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่" เขากล่าว พร้อมบอกว่า "พูดไม่ออก" กับความเจ็บปวดที่สูญเสียคนในครอบครัวไป

ราเจนดรา ปูดาไซนี (Rajendra Pudasaini) พยาบาลชาวเนปาลที่อาศัยอยู่ในเอสเซกซ์ อังกฤษ เล่าว่าญาติในครอบครัวใหญ่หลายคนเสียชีวิตไปกับกระแสน้ำ "พวกเขาจากไปแล้ว น้ำมาเร็วมากจนช่วยอะไรไม่ทัน พวกเขาถูกน้ำพัดไปเลย" เขาบอกกับสำนักข่าวเพรสแอสโซซิเอชัน แม้แม่และหลานทวดวัยสองขวบครึ่งของเขาจะได้รับการช่วยเหลือจากทหารจนปลอดภัย แต่ป้า ลุง หลานสาว และสามีของหลานสาวฝ่ายภรรยา รวมถึงลูกทูนหัวของเขาเอง ยังคงสูญหาย "หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกพัดหายไป มันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก" เขากล่าว ปูดาไซนีซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมชาวเนปาลในอังกฤษ กำลังระดมทุนเพื่อจัดหาอาหารและเสื้อผ้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ทางฝั่งแอฟริกาใต้ นักธุรกิจหญิง บาวิกา รามจี (Bavika Ramjee) ซึ่ง "ตื่นเต้นและดีใจมาก" ที่ได้ไปแสวงบุญตามความเชื่อฮินดูเป็นครั้งแรกกับกลุ่มทัวร์ Kailash Journeys ก็ยังคงติดต่อไม่ได้เช่นกัน หลังกลุ่มทัวร์เดินทางถึงชายแดนเนปาล-ทิเบตในวันเดียวกับที่น้ำท่วมมาถึง พี่ชายของเธอ บาเวช (Bhavesh) เล่าจากบ้านพักในลอนดอนตะวันออกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "เราติดต่อสถานทูต ไล่ดูรายชื่อผู้สูญหาย พยายามทุกทางเพื่อหาข้อมูล...มันแย่มากจริง ๆ"

หญิงจากเมืองเบิร์กเชียร์ ลีนา เบคเตอร์ (Leena Bector) จากเมืองสลาว ก็เป็นหนึ่งใน 33 ชาวอังกฤษที่ยังสูญหาย โดยบริษัททัวร์ Fishtail Tours and Travels ยืนยันว่าเธออยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยว 27 คนของบริษัทที่ยังติดต่อไม่ได้ สามีของเธอ ภูเปช เบคเตอร์ (Bhupesh Bector) บอกกับหนังสือพิมพ์ The Times ว่า "ผมรู้แน่ ๆ ว่าเธออยู่ในเนปาล ดังนั้นแม้จะเจอเธอวันนี้หรือพรุ่งนี้ ผมก็ต้องไปอยู่ตรงนั้น"
ในบรรดาผู้สูญหายยังมีกลุ่มผู้เข้าร่วมทริปแสวงบุญทางจิตวิญญาณของมูลนิธิอิชา (Isha Foundation) จำนวน 77 คน พร้อมอาสาสมัครอีก 3 คน เลสลี เครสปี (Leslie Crespi) ผู้ประสานงานชุมชนของมูลนิธิซึ่งเคยเดินทางแสวงบุญเส้นทางนี้ด้วยตนเอง เล่าว่าทริปนี้ถือเป็นจุดสูงสุดทางจิตวิญญาณในชีวิตของหลายคน หลังเห็นภาพความเสียหายผ่านวิดีโอ เธอบอกว่าความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตกำลังริบหรี่ลงเรื่อย ๆ ผู้ที่ร่วมทริปครั้งนี้หลายคนเคยมาปฏิบัติธรรมโยคะและทำสมาธิที่ศูนย์ของมูลนิธิมาก่อน "พวกเขาเหมือนครอบครัว" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ด้านปฏิบัติการกู้ภัย สำนักนายกรัฐมนตรีเนปาลรายงานว่าสามารถช่วยเหลือผู้คนออกจากอุโมงค์ใกล้แม่น้ำตรีศูลีได้แล้ว 350 คน ทั้งคนงานและชาวบ้านที่ติดอยู่ในอุโมงค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ขณะที่กองทัพเนปาลยังคงเร่งช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ภายในอีกราว 100 คน

เดวิด ฟิชเชอร์ (David Fisher) หัวหน้าคณะผู้แทนสภากาชาดประจำเนปาล ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าการแจ้งเตือนน้ำท่วมซ้ำระลอกสองทำให้ผู้คน "อยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างมาก" "ผู้คนยังคงตกใจกับภัยพิบัติครั้งเลวร้ายนี้อยู่" เขากล่าว เมื่อถูกถามว่าสถานการณ์กระทบต่อแผนบรรเทาทุกข์อย่างไร เขาระบุว่าทีมกาชาดต้องขนส่งความช่วยเหลือแบบ "คันต่อคัน" และยังไม่ได้นำสิ่งของส่วนใหญ่ออกจากคลังในกรุงกาฐมาณฑุ "สิ่งที่เรากังวลที่สุดคืออันตรายต่อชีวิตของผู้คนที่ยังอยู่ในเส้นทางน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง" เขาเสริม

ความช่วยเหลือจากนานาชาติหลั่งไหลเข้าสู่เนปาลอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ แอนดี้ เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ประกาศให้ความช่วยเหลือมูลค่า 5 ล้านปอนด์ ขณะที่จีนประสานงานส่งสิ่งของฉุกเฉินและความช่วยเหลือด้านการเงิน ตามข้อมูลจากเอกอัครราชทูตจีนประจำเนปาล ทางด้านสหภาพยุโรป (EU) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula von der Leyen) โพสต์ผ่าน X ว่าพร้อม "ระดมความช่วยเหลือจากยุโรปเพิ่มเติม" ส่วนอินเดียส่งความช่วยเหลือฉุกเฉินน้ำหนักรวม 10 ตัน ทั้งเต็นท์ที่พักชั่วคราว ผ้าห่ม ชุดอุปกรณ์สุขอนามัย โคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ และยา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติงบช่วยเหลือฉุกเฉิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมส่งที่ปรึกษาด้านการรับมือภัยพิบัติลงพื้นที่ ขณะที่สภากาชาดสากลเปิดตัวแคมเปญระดมทุนฉุกเฉินมูลค่า 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23 ล้านปอนด์) ต่อจากที่เพิ่งปล่อยงบช่วยเหลือเร่งด่วนไปแล้ว 1.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านปอนด์) ก่อนหน้านี้
ทางด้านสหรัฐฯ ทอม เบตแมน (Tom Bateman) ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ของบีบีซี รายงานว่าทางการสหรัฐฯ ทราบว่ามีพลเมืองอเมริกันราว 90 คนที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ แต่ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิตชาวอเมริกัน โดยมีชาวสหรัฐฯ 3 คนได้รับการช่วยเหลือปลอดภัยแล้ว
หนึ่งในคำบอกเล่าที่สะเทือนใจมาจากหญิงชาวเนปาลรายหนึ่งที่เล่าให้บีบีซีฟังว่า ลุงของเธอในเขตนูวาโกฏได้รับโทรศัพท์เตือนจากคนที่อยู่เหนือน้ำว่าเหลือเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้นในการอพยพ ดิกชยา สุเบดี (Dikshya Subedi) เล่าว่าลุงของเธอได้รับคำเตือนทางโทรศัพท์ว่า "มีบางอย่างกำลังมาแบบมหาศาล" การเตือนคนอื่น ๆ ต่อเป็นเรื่อง "ยากมาก" เพราะหลายคนไม่เชื่อว่าจะเกิดอันตรายขนาดนั้น เนื่องจากฝนไม่ได้ตกในตอนนั้น "ในครอบครัวของฉัน ทุกคนปลอดภัยดี" เธอกล่าว แต่เสริมว่าไม่ใช่ทุกคนในละแวกบ้านที่หนีทันเวลา และบ้านที่สามีของเธอเติบโตมาก็หายไปแล้ว


ในแง่มุมทางวิทยาศาสตร์ นาวิน ซิงห์ คาดกา (Navin Singh Khadka) ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อมของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส อธิบายว่าในช่วงแรกเจ้าหน้าที่บางส่วนในเนปาลสงสัยว่าจุดถล่มอาจอยู่ฝั่งทิเบตของจีน ซึ่งจุดชนวนคำวิจารณ์ว่าจีนไม่มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า แต่ทีมเทคนิคของหน่วยงานจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลยืนยันว่าจุดถล่มอยู่บนภูเขาลังตังลิรุงฝั่งเนปาล ริมแม่น้ำแลนเดที่เป็นเส้นแบ่งพรมแดนกับจีน ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาของเนปาล รวมถึงศูนย์พัฒนาภูเขาแบบบูรณาการนานาชาติ (ICIMOD) ต่างยืนยันผลการตรวจสอบไปในทิศทางเดียวกัน

ภัยพิบัติครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนสำหรับอินเดีย เนื่องจากแม่น้ำสายหลักในเทือกเขาหิมาลัยของเนปาล อาทิ แม่น้ำคันดากี (Gandaki) และแม่น้ำโกสี (Kosi) ต่างไหลลงไปหล่อเลี้ยงพื้นที่ราบลุ่มหนาแน่นของรัฐพิหารและรัฐอุตตรประเทศตะวันออก โซทิก บิสวาส (Soutik Biswas) ผู้สื่อข่าวประจำอินเดียของบีบีซี ระบุว่ารัฐพิหารซึ่งเสี่ยงน้ำท่วมมากที่สุดของอินเดียมีพื้นที่รับน้ำเพียงราว 35% อยู่ในเขตรัฐ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ฝั่งเนปาลและทิเบต ภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งถล่มครั้งนี้จึงพัดพาตะกอนจำนวนมหาศาลไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ระดับพื้นแม่น้ำสูงขึ้นและเป็นภัยคุกคามต่อคันกั้นน้ำ กล่าวได้ว่าภัยพิบัติที่เริ่มต้นในเทือกเขาหิมาลัยอาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตน้ำท่วมในอินเดียได้เช่นกัน
ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี (BBC Verify) ยังได้ยืนยันคลิปวิดีโอที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นก้อนหินขนาดมหึมาสองก้อนถูกกระแสน้ำพัดไหลลงตามแม่น้ำตรีศูลี สะท้อนให้เห็นถึงพลังทำลายล้างของน้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้ คลิปแรกแสดงก้อนหินขนาดใหญ่ถูกพัดผ่านบ้านเรือนในหุบเขาที่จมน้ำ ห่างจากจุดต้นกำเนิดน้ำท่วมราว 56 กิโลเมตร ส่วนคลิปที่สองถ่ายห่างออกไปทางท้ายน้ำอีกราว 3 ไมล์ แม้จะมีการคาดเดาในโซเชียลมีเดียว่าก้อนหินเหล่านี้อาจเป็นเศษซากจากธารน้ำแข็งที่ถล่มลงมา แต่ทีมบีบีซียังไม่สามารถยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมและคลิปวิดีโออื่น ๆ ยืนยันได้ว่าเป็นก้อนหินคนละก้อนกัน ไม่ใช่ก้อนเดียวกันที่ถูกถ่ายในจุดต่างเวลากัน


ด่านชายแดนกีรง (Gyirong) ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนทางบกที่ใหญ่ที่สุดระหว่างจีนกับเนปาล และเป็นเส้นทางการค้าหลักของเนปาลกับทิเบต ก็ได้รับความเสียหายหนักเช่นกัน ชอว์น หยวน (Shawn Yuan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำหน่วยจีนของบีบีซี ระบุว่าในปี 2024 มูลค่าการค้าผ่านด่านนี้สูงถึง 632 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 466 ล้านปอนด์) หรือคิดเป็นราว 30% ของการค้าจีน-เนปาลทั้งหมด และยังเป็นเส้นทางหลักของนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญที่มุ่งหน้าสู่ภูเขาไกรลาส พื้นที่นี้เคยได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี 2015 จนต้องพัฒนาด่านกีรงขึ้นทดแทน และเพิ่งประสบน้ำท่วมฉับพลันจากธารน้ำแข็งพังทลายอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ก่อนจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบอีกครั้งในวันปีใหม่ที่ผ่านมา ล่าสุดถนนและโครงสร้างพื้นฐานเดิมก็ถูกทำลายซ้ำอีกครั้ง ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้เรียกร้องให้เพิ่มความเข้มงวดด้านการเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยล่วงหน้าอีกครั้ง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ใกล้เคียงกับที่เคยประกาศไว้หลังเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2025
รัฐบาลเนปาลระบุว่าปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยจะดำเนินต่อไปตลอดคืน โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารเข้าร่วมภารกิจ ขณะที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังคงเฝ้าจับตาความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำ เนื่องจากพบทะเลสาบน้ำที่ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อตัวขึ้นที่จุดหนึ่งตามแนวชายแดนจีน-เนปาล ซึ่งอาจแตกตัวและปล่อยน้ำท่วมซ้ำได้อีกในอนาคต
tag:#Nepal #น้ำท่วม #ธารน้ำแข็ง #ภัยพิบัติ #Tibet #กู้ภัย #RedCross #China #India #WorldNews #FarangThai