FDA ไฟเขียวบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นผลไม้ หมอห่วงวัยรุ่นกลับมาสูบเพิ่ม พร้อมแนะวิธีรับมือ
FDA ไฟเขียวบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นผลไม้ หมอหวั่นดึงวัยรุ่นกลับมาสูบ แนะพ่อแม่รับมืออย่างไร
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เพิ่งอนุมัติบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นผลไม้เป็นครั้งแรก โดยตั้งเป้าให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากเลิกหรือลดการสูบบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมที่อันตรายกว่า แต่การตัดสินใจนี้สร้างความกังวลให้แพทย์หลายคนว่าอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นอาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีก เพราะงานวิจัยชี้ว่าเด็กเกือบ 9 ใน 10 ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นรส
ตัวเลขจากรัฐบาลกลางปี พ.ศ. 2567 ระบุว่า นักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายในสหรัฐฯ เกือบ 6% หรือราว 1.63 ล้านคน ใช้บุหรี่ไฟฟ้า แม้จะลดลงจากปีก่อน ๆ แต่บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่วัยรุ่นใช้มากที่สุด ที่น่ากังวลคือ บันทึกของ FDA เองยังระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นผลไม้ไม่ได้ช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ดีกว่ากลิ่นยาสูบอย่างมีนัยสำคัญ นพ.สก็อตต์ แฮดแลนด์ แสดงความเป็นห่วงว่า "กลิ่นผลไม้และของหวานคือสิ่งที่ดึงดูดเยาวชนพอดี ผมกลัวว่ามันจะทำลายความก้าวหน้าที่อุตส่าห์ทำให้การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่นต่ำสุดในรอบเกือบสิบปี"
อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าต่อเด็ก
แพทย์พบเด็กจำนวนมากมีปัญหาระบบทางเดินหายใจจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งไอเรื้อรัง หอบหืดกำเริบ หลอดลมอักเสบ ไปจนถึงโรคปอดรุนแรง การศึกษายังพบว่าวัยรุ่นที่สูบมีอาการหายใจมีเสียงหวีด หายใจไม่อิ่ม และออกกำลังกายได้น้อยลง แต่อันตรายที่ใหญ่ที่สุดคือการเสพติดนิโคติน ซึ่งรบกวนพัฒนาการของสมองที่กำลังเจริญเติบโต กระทบทั้งสมาธิ การเรียนรู้ และอารมณ์ นพ.เทวิกา ราว ย้ำว่า "สมองของวัยรุ่นพร้อมจะเสพติดได้ง่าย"
พ่อแม่ควรคุยกับลูกอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากการตั้งคำถามปลายเปิด เช่น ถามว่าลูกรู้อะไรเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและอันตรายของมันบ้าง เคยเห็นไหม เพื่อน ๆ ใช้กันหรือเปล่า สิ่งสำคัญคือ แม้รู้ว่าลูกสูบอยู่แล้วก็ต้องตั้งสติ อย่าตะคอก และไม่ตัดสิน นอกจากนี้ควรระวังเนื้อหาในโซเชียลมีเดียที่อินฟลูเอนเซอร์บางคนยกให้นิโคตินเป็น "ตัวช่วยคลายเครียด" ทั้งที่งานวิจัยชี้ว่าหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการบรรเทาอาการขาดนิโคตินคือการคลายเครียด ในความจริงการเลิกต่างหากที่ช่วยลดความเครียด
ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า การให้ข้อมูลแก่เด็กได้ผลดีกว่าการพยายามจำกัดการเข้าถึง เพราะการจำกัดอายุมักกันบุหรี่ไฟฟ้าออกจากมือเด็กไม่ได้จริง เนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่ได้บุหรี่ไฟฟ้ามาจากเพื่อน รุ่นพี่ หรือผู้ขายออนไลน์ มากกว่าซื้อจากร้านค้า
เส้นทางเลิกบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น
ริคกี เรเซนเดซ วัย 17 ปี เริ่มลองบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ ม.2 และสูบทุกวันเมื่อขึ้นมัธยมปลาย เขาชอบกลิ่นราสป์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รี แตงโม และกีวี ช่วงแรกคิดว่ามันช่วยเรื่องสมาธิสั้น (ADHD) แต่ภายหลังรู้ว่าเพราะติดนิโคติน เวลาไม่ได้สูบจึงยิ่งกังวลและไม่มีสมาธิ สุดท้ายเขาเลิกได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2565 ด้วยความช่วยเหลือจากนักสังคมสงเคราะห์ของโรงเรียนและโครงการเลิกบุหรี่สำหรับวัยรุ่น
งานวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยากเลิกเหมือนริคกี พ่อแม่สามารถช่วยได้โดยพาไปพบแพทย์ ซึ่งจะแนะนำการบำบัด โปรแกรมเลิกบุหรี่ฟรีผ่านข้อความ หรือในรายที่สูบหนัก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหรือการบำบัดทดแทนนิโคตินภายใต้การดูแล
ประเด็นสำคัญ
- FDA อนุมัติบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นผลไม้เป็นครั้งแรก สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเลิกบุหรี่
- เด็กเกือบ 9 ใน 10 ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เลือกผลิตภัณฑ์มีกลิ่นรส
- นักเรียนสหรัฐฯ เกือบ 6% หรือ 1.63 ล้านคน ใช้บุหรี่ไฟฟ้า
- อันตรายใหญ่สุดคือการเสพติดนิโคตินที่กระทบสมองวัยรุ่น
- การให้ข้อมูลได้ผลดีกว่าการจำกัดการเข้าถึง
ที่มา : Associated Press