อียูรับมืออย่างไร เมื่อผู้อพยพหลั่งไหลเข้าเซวตา ดินแดนสเปนในแอฟริกา
สหภาพยุโรป (European Union) กำลังเผชิญหนึ่งในวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังมีคนราว 60,000 คนทะลักเข้าเซวตา (Ceuta) ดินแดนสเปนในแอฟริกาเหนือ จากฝั่งโมร็อกโก (Morocco) ภายในเวลาไม่กี่วัน
จนถึงเย็นวันศุกร์ เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้อพยพมากกว่า 48,000 คนถูกส่งกลับแล้ว แต่สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการทะลักเข้าเมืองครั้งใหญ่นี้ยังไม่ชัดเจน
ฝรั่งเศส (France) และอิตาลี (Italy) ประกาศเสริมมาตรการควบคุมชายแดนเมื่อวันเสาร์ หลังมีคนราว 60,000 คนข้ามเข้าดินแดนสเปน (Spain) ในแอฟริกาแห่งนี้ จนกลายเป็นวิกฤตผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหภาพยุโรปในรอบหลายปี
ฆวน เคซุส บิบัส (Juan Jesus Vivas) ประธานภูมิภาคเซวตา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าผู้อพยพเดินทางเข้ามาจากโมร็อกโก แต่จนถึงเย็นวันศุกร์เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้ถูกส่งกลับแล้วกว่า 48,000 คน
การเดินทางเข้าเซวตาส่วนใหญ่ทำโดยการว่ายน้ำอ้อมกำแพงกั้นพรมแดนขนาดเล็กที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีผู้เสียชีวิตระหว่างความพยายามนี้อย่างน้อย 34 คน

การหลั่งไหลเข้ามาอย่างฉับพลันนี้จุดชนวนวิกฤตในระดับนานาชาติ
ฝรั่งเศสยกระดับการตรวจสอบบริเวณชายแดนติดสเปน และประกาศเพิ่มกำลังตำรวจในพื้นที่ถึงห้าเท่า เป็น 334 นาย ภายในวันเสาร์
ส่วนอิตาลีประกาศระงับข้อตกลงเชงเก้น (Schengen) กับสเปนชั่วคราว ซึ่งปกติอนุญาตให้เดินทางข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องขอวีซ่า
เจ้าหน้าที่อิตาลีระบุว่าการระงับดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันเสาร์ เป็นเวลาหนึ่งเดือน
หลายประเทศในยุโรปเสนอให้ระงับสถานะสมาชิกเขตเชงเก้นของสเปน แม้รัฐมนตรีต่างประเทศสเปนจะยืนยันว่าความสมบูรณ์ของเขตเชงเก้น "ได้รับการรับประกัน"
ข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) นำกลุ่มขวาจัดฉวยโอกาสจากเหตุการณ์นี้ผลักดันนโยบายตรวจคนเข้าเมืองแบบแข็งกร้าว
'มาเฟียค้ามนุษย์'
รัฐบาลกลางสเปนที่กรุงมาดริด (Madrid) เร่งส่งกำลังทหาร ตำรวจเพิ่มเติม โดรน นักประดาน้ำ และเรือ เข้าไปยังดินแดนที่ปกครองมานานหลายศตวรรษแห่งนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sanchez) พร้อมรัฐมนตรีมหาดไทยเดินทางลงพื้นที่เมื่อวันศุกร์

ช่วงข้ามคืนต่อเนื่องถึงเช้าวันเสาร์ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพี (AFP) พบเห็นกลุ่มคนหนุ่มสาวเดินเพ่นพ่านตามชายหาดและถนนในเซวตา บางส่วนนอนอยู่บนหาดทราย
พื้นที่ดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประจำการอยู่จำนวนมาก บางคนหันหลังกลับ พูดคำว่า "อาดิออส" หรือ "ลาก่อน" กับเจ้าหน้าที่ ก่อนข้ามพรมแดนกลับเข้าโมร็อกโกอีกครั้ง
ภายในตัวเมือง ร้านค้าปิดให้บริการ และงานเทศกาลประจำปีถูกยกเลิก
"มันเป็นหายนะ" โมฮัมเหม็ด คนขับแท็กซี่ท้องถิ่นและชาวเซวตากล่าว
"แน่นอนว่าเราเห็นใจพวกเขา พวกเขาต้องเผชิญชีวิตที่ยากลำบากในประเทศตัวเอง แต่นี่ไม่ใช่วิธีที่ควรเข้ามาในที่แห่งหนึ่ง และก็ไม่ใช่วิธีการใช้ชีวิตด้วย"
การทะลักเข้าเมืองลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับโมร็อกโกตึงเครียด

ซานเชซเดินทางเยือนกรุงแอลเจียร์ (Algiers) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้นำรัฐบาลสเปนในรอบสี่ปี และเป็นสัญญาณการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับแอลจีเรีย (Algeria) คู่แข่งของโมร็อกโก
แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเยือนครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับการทะลักเข้าเมืองครั้งล่าสุดนี้หรือไม่
ที่เซวตา ซานเชซระบุว่าสาเหตุของการทะลักเข้าเมืองมาจากขบวนการค้ามนุษย์ที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสเปน (Supreme Court) เมื่อเดือนนี้ ที่ระบุว่าผู้อพยพผิดกฎหมายที่เดินทางเข้ามาทางทะเลจะไม่ถูกส่งกลับในทันที
"จากการพูดคุยกับทางการโมร็อกโก เราพบว่ามาเฟียค้ามนุษย์นำคำวินิจฉัยของศาลฎีกาไปตีความตามที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง" ซานเชซกล่าว
แรงกระเพื่อมทางการทูต
ความกังวลว่าฝูงชนจะทะลักเข้าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการทูตตามมา
เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน (Ursula von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่เซวตา "ยอมรับไม่ได้"
"เราไม่สามารถปล่อยให้ใครก็ตามเข้ามาในสหภาพยุโรปของเราโดยไม่ปฏิบัติตามกฎของเรา" เธอกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย

ฟินแลนด์ (Finland) และเดนมาร์ก (Denmark) ประกาศสนับสนุนท่าทีของอิตาลีเมื่อวันศุกร์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) เรียกร้องให้โมร็อกโก "รับผู้อพยพผิดกฎหมายกลับคืนทันที"
ฝรั่งเศสและอังกฤษระบุว่าพร้อมช่วยเหลือสเปนรับมือกับการทะลักเข้าเมืองครั้งนี้ แม้ฝรั่งเศสเองจะเข้มงวดการตรวจชายแดนมากขึ้นก็ตาม
ลูอิส มอนเตเนโกร (Luis Montenegro) นายกรัฐมนตรีโปรตุเกส ระบุว่ากำลังพิจารณาเสริมมาตรการตรวจชายแดน แต่มองว่ายังไม่จำเป็นต้องระงับสถานะสมาชิกเชงเก้นของสเปน
ด้านทรัมป์เตือนว่า "มันดูเหมือนการรุกรานประเทศโดยคนนับแสน และเรื่องแบบเดียวกันจะเกิดกับเราด้วย ถ้าพรรครีพับลิกันไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่จะหนักกว่านี้มาก ใหญ่กว่านี้มาก"
โคเซ มานูเอล อัลบาเรส (Jose Manuel Albares) รัฐมนตรีต่างประเทศสเปน พยายามคลายความกังวล โดยระบุว่า "เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางจากเซวตาและเมลิยา (Melilla) เข้าสู่แผ่นดินใหญ่สเปนโดยไม่ผ่านการตรวจสอบตัวตนที่ด่านตำรวจ" โดยเมลิยาเป็นอีกหนึ่งดินแดนสเปนในแอฟริกาเหนือ
"พอกันทีกับความสับสนที่จงใจสร้างขึ้นแบบนี้"
วิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เซวตาเป็นดินแดนขนาด 18.5 ตารางกิโลเมตร ส่วนเมลิยาที่อยู่ใกล้กันถือเป็นดินแดนของยุโรปเพียงสองแห่งที่มีพรมแดนติดกับแอฟริกาโดยตรง
ทางการโมร็อกโกยังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการทะลักเข้าเมืองของผู้อพยพครั้งนี้
ในเหตุการณ์คล้ายกันเมื่อปี 2021 (พ.ศ. 2564) มีผู้อพยพกว่า 10,000 คนเดินทางเข้าเซวตาจากโมร็อกโกภายในเวลาเพียงสองวัน ระหว่างช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศตึงเครียด
ความขัดแย้งครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังสเปนตัดสินใจรับผู้นำแนวร่วมโปลิซาริโอ (Polisario Front) เข้ารักษาตัวด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ซึ่งกลุ่มนี้เคยทำสงครามยืดเยื้อกับโมร็อกโกเรื่องเอกราชของภูมิภาคซาฮาราตะวันตก
tag:#เซวตา #Ceuta #ผู้อพยพ #EU #สเปน #โมร็อกโก #Schengen #DonaldTrump #วิกฤตผู้อพยพ #ข่าวต่างประเทศ #WorldNews #FarangThai