ออสเตรเลียเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายปืน หลังเหตุกราดยิงงานเทศกาลยิวที่บอนได บีช
หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญที่งานเทศกาลฮานุกกาห์ของชาวยิวริมหาดบอนได บีช ในซิดนีย์เมื่อปลายปีก่อน คณะกรรมาธิการสอบสวนของรัฐบาลออสเตรเลียได้ออกรายงานเบื้องต้น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเร่งแก้กฎหมายอาวุธปืนให้เข้มข้นและสอดคล้องกันทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าโครงการรับซื้อปืนคืนจากประชาชน
เปิดที่มาของคณะกรรมาธิการชุดใหม่
คณะกรรมาธิการสอบสวนชุดนี้ตั้งขึ้นภายใต้ชื่อ Royal Commission on Antisemitism and Social Cohesion หลังเหตุการณ์เมื่อ 14 ธันวาคม 2025 ซึ่งบิดาและบุตรชาย ซาจิด และ นาวีด อัครัม ก่อเหตุยิงผู้คนในงานเทศกาลของชาวยิวริมชายหาดบอนได จนมีผู้เสียชีวิต 15 ราย โดยทางการเชื่อว่าทั้งคู่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม (IS)
ผู้พิพากษาเวอร์จิเนีย เบลล์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้เปิดเผยข้อเสนอแนะรวม 14 ข้อ ในรายงานเบื้องต้น โดยมี 5 ข้อที่ถูกจัดเป็นข้อมูลลับด้านความมั่นคงและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
เนื้อหาหลักของข้อเสนอ ขอกฎหมายปืนเดียวทั้งประเทศ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือการเสนอให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐต่าง ๆ ผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งยังควรมีการตรวจสอบใบอนุญาตปืนที่มีอยู่เป็นระยะ และจำกัดจำนวนปืนที่บุคคลหนึ่งสามารถครอบครองได้ให้น้อยลง โดยเสนอให้ลดเหลือเพียง 4 กระบอก
นอกจากนี้ยังเสนอให้มีโครงการรับซื้อปืนคืนเพื่อชดเชยให้แก่ผู้ที่จำต้องส่งคืนอาวุธตามกฎใหม่ ซึ่งรัฐบาลกลางเสนอให้แบ่งค่าใช้จ่ายร่วมกับรัฐและดินแดนทั้ง 8 แห่ง แม้บางรัฐจะออกมาประกาศแล้วว่าไม่พร้อมจะร่วมจ่าย
ที่น่าสนใจคือ หากกฎใหม่นี้บังคับใช้ก่อนเกิดเหตุ ซาจิด อัครัม ซึ่งเป็นเจ้าของปืนถูกกฎหมายและเป็นผู้พำนักถาวรชาวออสเตรเลียที่เกิดในอินเดีย จะไม่สามารถถือใบอนุญาตปืนได้เลย เพราะยังไม่ได้ถือสัญชาติออสเตรเลีย ส่วนตัวเขาถูกตำรวจวิสามัญในที่เกิดเหตุ ขณะที่ลูกชายซึ่งบาดเจ็บแต่รอดชีวิต ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ฆาตกรรม 15 กระทง และพยายามฆ่าอีก 40 กระทง โดยยังไม่มีการให้การ
ออสเตรเลียกับบาดแผลเก่าและความระมัดระวัง
นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ระบุว่ารัฐบาลพร้อมจะทำตามคำแนะนำที่อยู่ในขอบเขตของรัฐบาลกลางทั้งหมด พร้อมหวังว่าการปฏิรูปกฎหมายปืนตามข้อเสนอจะเกิดขึ้นจริง โดยย้ำว่านี่เป็นการปฏิรูปที่จำเป็น
อัลบาเนซีอ้างถึงข้อตกลงการควบคุมอาวุธปืนระดับชาติฉบับสำคัญ ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์กราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดของออสเตรเลียในยุคใกล้ ที่รัฐแทสเมเนีย เมื่อ 28 เมษายน 1996 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย และส่งผลให้ออสเตรเลียแบนปืนยิงเร็วเกือบทั้งหมด

คลื่นต่อต้านชาวยิวที่ยังพุ่งสูง
รายงานยังชี้ให้เห็นว่ามีเหตุต่อต้านชาวยิวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในออสเตรเลีย หลังสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสปะทุขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 และยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แม้รายงานจะระบุว่าความเสี่ยงต่อชุมชนชาวยิวในออสเตรเลียยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาความปลอดภัย รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 102 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเสริมความปลอดภัยให้แก่สถานที่ของชาวยิว ทั้งโบสถ์ยิว (ซินาก็อก) และโรงเรียน โดยมอบให้สภาบริหารชุมชนชาวยิวออสเตรเลียเป็นผู้บริหารจัดการ
อเล็กซ์ ริฟชิน ผู้บริหารร่วมของสภาฯ ระบุว่ารายงานฉบับนี้คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ชาวยิวในออสเตรเลียกลับมารู้สึกปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเทศกาลฮานุกกาห์ปีนี้กำลังจะมาถึง การไต่สวนแบบเปิดของคณะกรรมาธิการจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์หน้า
สรุปประเด็นสำคัญ
- คณะกรรมาธิการสอบสวนเสนอให้ออสเตรเลียมีกฎหมายอาวุธปืนมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
- เสนอจำกัดให้บุคคลครอบครองปืนได้สูงสุดเพียง 4 กระบอก พร้อมตรวจสอบใบอนุญาตเป็นระยะ
- มีโครงการรับซื้อปืนคืน โดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐแบ่งค่าใช้จ่าย แม้บางรัฐปฏิเสธ
- ผู้ก่อเหตุที่บอนได บีช ใช้ปืนถูกกฎหมาย และจะถูกห้ามถือใบอนุญาตหากกฎใหม่บังคับใช้
- รายงานพบว่าเหตุต่อต้านชาวยิวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่สงครามอิสราเอล-ฮามาส
- รัฐบาลทุ่มงบ 102 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มความปลอดภัยให้ซินาก็อกและโรงเรียนยิว
tag:#Australia #ออสเตรเลีย #BondiBeach #บอนไดบีช #Sydney #ซิดนีย์ #Antisemitism #ต่อต้านยิว #GunReform #ปฏิรูปอาวุธปืน #SajidAkram #NaveedAkram #IslamicState #ไอเอส #Hanukkah #ฮานุกกะห์ #JewishCommunity #ชุมชนยิว #RoyalCommission #VirginiaBell #AnthonyAlbanese #แอลบาเนซี #GunBuyback #รับซื้อปืนคืน #MassShooting #กราดยิง #IsraelHamasWar #สงครามอิสราเอลฮามาส #IranWar #สงครามอิหร่าน #PortArthur #พอร์ตอาเธอร์ #Tasmania #แทสเมเนีย #AlexRyvchin #JewishSafety #TerrorAttack #ก่อการร้าย #PublicInquiry #สอบสวนสาธารณะ #ข่าวต่างประเทศ #WorldNews #FarangThai