ไทยเตรียมรับมือเอลนีโญรุนแรง สำนักงานน้ำแห่งชาติเตือนแล้งยาวถึงปี 2027
น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักของไทยตอนนี้ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับมือได้ แต่หน่วยงานด้านน้ำของรัฐบาลกลับไม่อยากให้ใครนิ่งนอนใจ เพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) รอบใหม่ที่กำลังก่อตัวถูกประเมินว่าอาจลากยาวและส่งผลหนักกว่าที่คิด
เอลนีโญคือภาวะที่ผิวน้ำทะเลโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ซึ่งทุกครั้งที่เกิดขึ้นมักทำให้ปริมาณฝนในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดฮวบ คาดว่าปีนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2026 (พ.ศ. 2569) และมีความเป็นไปได้สูงที่จะขยับขึ้นเป็นระดับ "รุนแรงมาก" ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจสร้างความเสียหายมากกว่าวิกฤตภัยแล้งครั้งใหญ่เมื่อปี 2015 (พ.ศ. 2558) ที่หลายคนยังจำได้ ภาคเหนือตอนบนถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะมีความเสี่ยงสูงสุดที่ฝนจะขาดช่วงยาวนาน และแม้เอลนีโญจะเริ่มอ่อนกำลังลงหลังผ่านพ้นปลายปี แต่ผลกระทบก็ยังจะทิ้งท้ายลากยาวไปจนถึงกลางปี 2027 (พ.ศ. 2570)
เมื่อดูจากตัวเลขจริง น้ำใช้การได้ของสี่เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya) ซึ่งได้แก่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนภูมิพล คาดว่าจะเหลืออยู่ราว 12,105 ล้านลูกบาศก์เมตรในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 ตัวเลขนี้เกือบสามเท่าของปริมาณน้ำที่เหลืออยู่เพียง 4,247 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงจุดต่ำสุดของวิกฤตปี 2015 แม้จะลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสะสมอยู่ 17,245 ล้านลูกบาศก์เมตรก็ตาม ภาพรวมนี้เป็นผลจากการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าตั้งแต่ฤดูฝนปี 2025 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (Office of the National Water Resources หรือ ONWR) จึงระดมหน่วยงานพันธมิตรรวม 14 แห่งเข้าประชุมด่วน ตั้งแต่กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปจนถึงกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เพื่อกางแผนรับมือฤดูฝนปี 2026 ให้รอบด้าน โดยมีพันโททองพูล เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. นั่งหัวโต๊ะ
ประเด็นเร่งด่วนที่สุดในที่ประชุมไม่ใช่เรื่องฝนน้อย แต่เป็นปัญหาน้ำท่วมขังเฉพาะจุดที่ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งที่ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไปแล้วราว 10 เปอร์เซ็นต์ ทองพูลระบุว่าต้นตอมาจากโครงการก่อสร้างที่ไปปิดกั้นเส้นทางระบายน้ำตามธรรมชาติ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรื้อสิ่งกีดขวางเหล่านี้โดยด่วน
แม้ตัวเลขน้ำสำรองจะยังดูอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง แต่ทองพูลเตือนว่าไม่ควรประมาท เพราะพื้นที่ที่อยู่นอกระบบชลประทานคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดหากภาวะแล้งยืดเยื้อไปจริงตามที่คาดการณ์
สทนช. จึงฝากถึงเกษตรกรให้ติดตามคำแนะนำจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด และปรับตารางเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำที่แท้จริง เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิต พร้อมขอความร่วมมือทั้งประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจให้เริ่มใช้น้ำอย่างประหยัดตั้งแต่วันนี้ ก่อนสถานการณ์จะเข้าสู่ช่วงวิกฤตจริงในช่วงปลายปี
tag:#เอลนีโญ #ภัยแล้ง #สทนช #น้ำ #เขื่อน #เกษตรกร #ChaoPhraya #ThailandWeather #ประเทศไทย #ข่าวสิ่งแวดล้อม #FarangThai