รีวิว เกม Resident Evil Requiem
Resident Evil Requiem คือภาคหลักลำดับที่เก้าของซีรีส์สยองขวัญเอาตัวรอดจาก Capcom และเป็นภาคที่ตั้งโจทย์ให้ตัวเองหนักที่สุดในรอบหลายปี คือยัดทุกอย่างที่ซีรีส์เคยทำได้ดีลงในเกมเดียว ทั้งปริศนาแบบคฤหาสน์ ความกดดันแบบไล่ล่า แอ็กชันเดือด ๆ และ Leon S. Kennedy ผลลัพธ์คือเกมที่ทำได้ดีทั้งสองขั้ว แต่มันแยกกันอยู่คนละครึ่งเกมชัดจนรู้สึกได้ตลอดทาง
วิธีที่ Capcom ใช้แก้โจทย์นี้คือแบ่งงานกันเล่นระหว่างตัวละครสองคน Grace Ashcroft นักวิเคราะห์หน้าใหม่ของ FBI รับบทสายสยองและปริศนา ส่วน Leon รับบทสายแอ็กชันเต็มตัว เกมสลับให้เราคุมทีละคนตามจังหวะของเนื้อเรื่อง และการตัดสินใจนี้คือสิ่งที่ทำให้ Requiem ไม่ต้องเลือกว่าจะเป็นเกมแนวไหน
Grace ครึ่งแรกที่หายใจไม่ทั่วท้อง
Grace ถูกส่งไปสืบคดีการตายปริศนาของกลุ่มผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Raccoon City เมื่อปี 1998 (พ.ศ. 2541) หลายสิบปีให้หลัง งานเริ่มจากโรงแรมร้างที่แม่ของเธอเคยพัก ก่อนจะจบลงด้วยการถูก Victor Gideon ตัวร้ายหลักของภาคนี้จับตัวไปขังไว้ใน Rhodes Hill Chronic Care Center โรงพยาบาลที่ออกแบบมาในสไตล์คฤหาสน์ Spencer คือมีประตูล็อกเต็มไปหมดและมีของบางอย่างเดินอยู่หลังกำแพงเสมอ

ช่วงของ Grace คือ survival horror ของแท้ กระสุนมีน้อยมาก ช่องเก็บของก็จำกัด เธอเดินช้า และวิธีเอาตัวรอดหลักคือย่องหลบกับขว้างขวดล่อความสนใจ ระหว่างนั้นก็ต้องแก้ปริศนาไปด้วย ตั้งแต่หารหัสตู้เซฟ ตามหาอัญมณี ไปจนถึงการหาสามก้อนควอตซ์มาใส่ประตูเพื่อออกจากตึก ปริศนาแต่ละอันไม่ได้แปลกใหม่ แต่การที่ต้องแก้มันไปพร้อมกับหลบเชฟซอมบี้ถือมีดและไอ้ตัวใหญ่ที่ชื่อ Chunk ทำให้มันกดดันคนละเรื่อง
ระบบที่ต่อยอดออกมาได้ดีสุดคือเครื่องเก็บเลือด Grace ดูดเลือดติดเชื้อจากซากซอมบี้มาผสมกับเศษวัสดุเพื่อคราฟต์ยาและไอเทม รวมถึง hemolytic injector ที่เอาไปปักหลังซอมบี้ให้ตัวมันบวมแล้วระเบิด ใช้เป็นสเตลท์คิลก็ได้ ใช้กำจัดศพที่ฆ่าไว้แล้วก็ได้ ซึ่งจำเป็นจริง เพราะซอมบี้ในภาคนี้มีนิสัยฟื้นขึ้นมาใหม่และกลายพันธุ์ตอนที่เราไม่ทันตั้งตัว
ซอมบี้เองก็คือของดีที่สุดอย่างหนึ่งของเกม พวกมันไม่ใช่ศพเดินลากขาแบบเดิมอีกแล้ว แต่ยังเหลือเศษความเป็นคนอยู่ บางตัวยืนเปิดปิดสวิตช์ไฟเล่น บางตัวเดินพึมพำหัวเราะกับตัวเอง บางตัวร้องเพลงเสียงดังจนกลายเป็นอุปสรรคของการแก้ปริศนา รายละเอียดพวกนี้ทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดกว่าการให้มันวิ่งไล่เฉย ๆ เยอะมาก
Leon ครึ่งหลังที่เปลี่ยนเป็นหนังแอ็กชัน
พอสลับมาเป็น Leon เกมเปลี่ยนอารมณ์ทันที มุมมองเปลี่ยนเป็นบุคคลที่สามเป็นค่าเริ่มต้น กระสุนล้นกระเป๋า และเขามีทุกอย่างที่ Grace ไม่มี ขวานที่ซ่อมได้ไม่จำกัดด้วยหินลับ ปืนพก ลูกซอง ไรเฟิล ที่โมดิฟายได้ตามใจ ระบบพาร์รีที่กดถูกจังหวะแล้วจบสวย ท่าฟินิชเชอร์ และในบางช่วงคือเลื่อยยนต์เต็มตัว

เศรษฐศาสตร์ของเขาก็ตรงข้ามกับ Grace แบบสุดขั้ว แทนที่จะเก็บเลือดมาคราฟต์ Leon ได้เงินจากการฆ่าศัตรูแล้วเอาไปกดตู้แลกอาวุธ กระสุน เกราะ และอัปเกรด อีกอย่างที่ลื่นเกินคาดคือเขาหยิบขวานดับเพลิงหรือท่อเหล็กที่ซอมบี้ทำหล่นมาขว้างใส่ตัวถัดไปได้เลย
ฉากใหญ่ของภาคนี้อยู่ในช่วงของ Leon เกือบทั้งหมด มีบอสในโบสถ์ที่กำลังไฟไหม้ซึ่งเล่นกับความคาดหวังของคนเล่นได้ดี เพราะการยิงจุดอ่อนเรืองแสงบนตัวมันสร้างความเสียหายจริง แต่ก็พ่นเชื้อใส่ซอมบี้รอบข้างให้กลายพันธุ์เป็นกำลังเสริมไปพร้อมกัน และมีฉากไล่ล่าบนมอเตอร์ไซค์ทหารเก่ากลางซาก Raccoon City ที่ต้องยิงสู้กับ Victor ซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ถือ RPG มาไล่ ฉากนี้เกินจริงไปหมด แต่ก็เป็นหนึ่งในฉากที่สนุกที่สุดของทั้งซีรีส์

จังหวะที่แบ่งครึ่งชัดเกินไป
ปัญหาใหญ่สุดของ Requiem ไม่ใช่ว่าครึ่งไหนไม่ดี แต่คือมันไม่ยอมผสมกัน หลังจากเรื่องขยับออกจาก Rhodes Hill ไปยังซาก Raccoon City เกมแทบกลายเป็นของ Leon คนเดียว มีช่วงยาวราว 5 ชั่วโมงก่อนจบที่เล่นเป็น Leon เกือบตลอด และความสยองที่ครึ่งแรกสร้างไว้ก็หายไปเกือบหมด
พูดตรง ๆ คือเกมนี้เหมือนสั่งวิสกี้กับโค้กแล้วเขายกมาสองแก้วแยกกัน ทั้งสองอย่างดี แต่ถ้าเกลี่ยความตึงกับความมันส์สลับกันตลอดเกมได้ ภาพรวมน่าจะดีกว่านี้อีกขั้น ช่วงท้ายมีการดึงบรรยากาศสยองกลับมาอีกรอบในโรงงานที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์จากภาคเก่า แต่มันมาช้าและจบเร็วเกินกว่าจะแก้จังหวะทั้งเกมได้
ฝั่ง Grace เองก็โดนลดทอนในช่วงหลัง เพราะเกมเปลี่ยนไปเน้นให้เธอวิ่งหนีตัวสตอล์กเกอร์ที่โผล่มาแทบทุกห้อง จนการใช้สเตลท์ซึ่งเป็นจุดแข็งของเธอแทบใช้ไม่ได้อีก
เนื้อเรื่องและของแถมที่ยังขาด
ตรงเนื้อเรื่องคือจุดที่นักวิจารณ์เห็นต่างกันชัดที่สุด ฝั่งที่ชอบมองว่าปมหักมุมเรื่องต้นกำเนิดของ Umbrella และความจริงเบื้องหลัง Grace ดึงคนดูอยู่หมัด และบันทึกที่เก็บได้ระหว่างทางก็เขียนสนุก มีทั้งเบาะแสจริงและมุกตลกคลายเครียด ส่วนฝั่งที่ไม่ซื้อมองว่าเรื่องมันกลวง มี retcon แปลก ๆ เยอะ และการที่ Grace เปลี่ยนใจไปเชื่อตัวร้ายหน้าใหม่แทบจะในทันทีคือจุดที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
คำวิจารณ์ที่หนักกว่านั้นคือความรู้สึกว่าเกมทั้งเกมคือ greatest hits ของซีรีส์ ยิ่งเข้าเขต Raccoon City ยิ่งเจออีสเตอร์เอ้กและของอ้างอิงจากภาคเก่าถี่จนบางครั้งดูยัดเยียด และมีฉากแบบ on-rails ที่ให้กดปุ่มค้างเดินหน้าอยู่พอสมควร ซึ่งทำให้จังหวะเกมอืดโดยไม่ได้อะไรกลับมา จะบอกว่า Requiem ไม่มีของใหม่ก็ไม่ผิดนัก แต่ของเก่าที่มันหยิบมาใช้ ส่วนใหญ่ยังใช้ได้ดีอยู่
เรื่องความคุ้ม เนื้อเรื่องหลักจบได้ในราว 10 ชั่วโมงถ้าเล่นตรงทาง และยืดไปถึง 10-14 ชั่วโมงถ้าเก็บเควสเสริมช่วงของ Leon บางคนที่เล่นแบบสำรวจทุกซอกจนตายบ่อยใช้เวลา 12-15 ชั่วโมง ส่วนสายสปีดรันจบได้ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เกมมีสองตอนจบและมีของที่เห็นได้ในรอบสองอยู่บ้าง แต่สิ่งที่หายไปแล้วเจ็บจริงคือโหมดเสริม ไม่มี Mercenaries ไม่มี New Game Plus ที่เป็นเรื่องเป็นราว Capcom ประกาศแค่อัปเดตโหมดถ่ายภาพกับมินิเกมเซอร์ไพรส์ในเดือนพฤษภาคม และ DLC ส่วนขยายเนื้อเรื่องในอนาคต ซึ่งยังไม่ชดเชยความบางของแพ็กเกจตอนออกวางขาย ถึงอย่างนั้นเกมก็ขายไปแล้วกว่า 5 ล้านชุด
The Breakdown
กราฟิก
RE Engine ยังทำงานได้สวยมากในภาคนี้ โดยเฉพาะงานเลือดและบาดแผล กระสุนหนึ่งนัดฉีกเนื้อหน้าซอมบี้จนลูกตาห้อย และคราบเลือดที่สาดใส่กำแพงยังอยู่ตรงนั้นตอนเราย้อนกลับมาผ่านห้องเดิม โมเดลตัวละครและรถทำได้ละเอียดระดับดีที่สุดเท่าที่ซีรีส์เคยมี เกมรองรับ path tracing และเครื่องแรงพอจะดันสุดได้เฟรมยังนิ่ง ส่วนคนที่เล่นโหมด performance ก็ยังบอกว่าภาพดูดีอยู่

ข้อติคือถ้าเทียบกับภาคก่อนหน้าตรง ๆ มันไม่ได้ก้าวกระโดด RE Engine เริ่มมีอายุ และเอนจินสมัยใหม่ตัวอื่นแซงไปในบางด้านแล้ว ภาพยังน่าประทับใจ แต่ไม่ใช่จุดที่ Requiem จะเอาไปอวดว่าเป็นเกมที่ล้ำที่สุดแห่งปี
เสียง
งานเสียงคือเครื่องมือหลักที่ทำให้ครึ่งแรกน่ากลัวจริง ใส่หูฟังปิดไฟเล่นแล้วช่วงโรงพยาบาลกดดันแบบยาว ๆ ไม่ใช่ตกใจแวบเดียว เสียงซอมบี้พึมพำ หัวเราะ หรือร้องเพลงอยู่อีกฝั่งของกำแพงทำงานได้ดีกว่าเสียงคำรามธรรมดา และซาวด์ของปืนแต่ละกระบอกก็หนักแน่นสมกับที่กระสุนหายากขนาดนั้น
ข้อเสียอยู่ที่การแสดงเสียงพากย์ นักแสดงของ Grace ทำการเปลี่ยนผ่านจากคนขี้กลัวเป็นคนที่กล้าสู้ได้ดี แต่การพูดติดอ่างและตื่นตระหนกถูกใส่มาหนักเกินไปจนบางครั้งฟังไม่เป็นธรรมชาติ แม้ในจุดที่ตัวละครควรมั่นใจขึ้นแล้ว ส่วน Leon ก็แลกความเท่ด้วยมุกฝืด ๆ ที่ปล่อยแทบทุกครั้งที่ฆ่าอะไรได้สักตัว ใครชอบก็ชอบไปเลย ใครไม่ชอบก็จะรำคาญไปตลอดเกม
การควบคุม
การควบคุมคือส่วนที่แทบไม่มีอะไรให้ติด น้ำหนักของการเล็งกับความไวในการตอบสนองถูกจูนมาลงตัว กดแล้ว Leon ขยับตามทันที ไม่มีอาการดีเลย์ที่ทำให้เราต้องเถียงกับหน้าจอว่ากดไปแล้ว ระบบพาร์รีเข้าใจง่ายแค่กดถูกจังหวะ แต่ต้องฝึกถึงจะใช้คุ้ม และการโมดิฟายปืนก็ให้ปรับได้ตรงจุด ทั้งเพิ่มพลังปืนพก ลดแรงถีบลูกซอง หรือเร่งความเร็วรีโหลดไรเฟิล ฝั่ง Grace ที่เดินช้าและอุ้ยอ้ายก็เป็นความตั้งใจของดีไซน์ ไม่ใช่ความพัง
จุดที่ยังกวนใจคือระบบจัดการไอเทม ตอนเปิดกล่องลูทเราใส่กระสุนเข้าปืนจากในนั้นเลยไม่ได้ ต้องหยิบออกมาแล้วค่อยไปจัดการอีกทีในกระเป๋า ซึ่งเป็นความหงุดหงิดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำตลอดเกม นอกจากนั้นเรื่องประสิทธิภาพโดยรวมถือว่านิ่ง ไม่มีปัญหาให้บ่น
ความสนุก
Requiem ให้ความสนุกสองแบบที่คนละขั้วกันแต่ดีทั้งคู่ ครึ่งแรกคือความสนุกแบบเกร็งท้องเดินย่อง คิดทุกก้าวว่าจะเสียกระสุนนัดนี้ให้ใครดี ครึ่งหลังคือความสนุกแบบหนังบู๊ที่รู้ตัวว่าตัวเองเว่อร์และไม่แคร์ ไล่ล่าบนมอเตอร์ไซค์ ยิงปืนใหญ่ใส่ฝูงซอมบี้ ถือเลื่อยยนต์ไล่ตัดเป็นแถว การออกแบบด่านก็ดีที่สุดในรอบหลายภาค ตั้งแต่ทางเดินแคบ ๆ ในโรงพยาบาลไปจนถึงเมืองพังทั้งเมืองที่เดินสำรวจได้ตามใจ ขนาดการวนกลับไปที่เดิมซึ่งปกติน่าเบื่อ ที่นี่ก็ยังสนุกอยู่
สิ่งที่ฉุดคือความสั้นและความบางของแพ็กเกจ พอเล่นจบแล้วแทบไม่มีอะไรให้กลับไปทำต่อ ไม่มีโหมดเสริมสักโหมด และคนที่ตามซีรีส์มานานอาจรู้สึกว่ากำลังเล่นคลิปรวมฉากเด็ดของ Resident Evil มากกว่าจะเล่นเกมที่มีตัวตนของตัวเอง จุดนี้แหละที่ทำให้คะแนนจากนักวิจารณ์แต่ละเจ้าห่างกันไกลตั้งแต่ 7 ไปจนถึง 9 กว่า
ความท้าทาย
ความยากของ Requiem ไม่ได้คงที่ เพราะมันผูกกับตัวละครที่เราคุมอยู่ ช่วงของ Grace ยากจริงจากการที่ทรัพยากรน้อย ช่องเก็บของจำกัด และการปะทะตรง ๆ แทบไม่ใช่ทางเลือก ส่วนช่วงของ Leon เกมแทบไม่กดดันเลย เพราะอาวุธครบมือและมีเงินอัปเกรด บอสหลายตัวมีกลไกที่บังคับให้เปลี่ยนวิธีเล่น เช่นตัวที่ยิงจุดอ่อนแล้วสร้างกำลังเสริมให้ตัวเอง จึงไม่ใช่การยืนยิงอย่างเดียวจบ
ที่ทำได้ดีคือมันท้าทายโดยไม่โกง ตายแต่ละครั้งจะรู้ทันทีว่าพลาดตรงไหนและควรแก้ยังไงในรอบหน้า ไม่มีศัตรูตัวไหนที่ฆ่าเราแล้วทำให้นั่งงงว่าจะเอาชนะยังไง และถ้าใครกลัวมุมมองบุคคลที่หนึ่งเกินไป เกมก็ให้สลับไปเล่นบุคคลที่สามได้ทั้งสองตัวละคร ทำให้ปรับระดับความอึดอัดได้เอง โดยรวมจึงอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ใช่เกมที่ต้องฝึกหนักถึงจะจบ
gamescore
- Score = 9.2
- Comment = "ยอดเยี่ยม"
- Graphics = 9
- Sound = 8.5
- Control = 9.5
- FunFactor = 9
- Challenge = ปานกลาง
- Review = Resident Evil Requiem รวมความสยองแบบเอาตัวรอดกับแอ็กชันเดือดไว้ในเกมเดียวได้สำเร็จ และทำได้ดีทั้งสองด้าน เสียดายแค่ว่ามันแบ่งครึ่งชัดจนจังหวะเกมสะดุด และแพ็กเกจตอนวางขายบางกว่าที่ควรจะเป็น
- Good
- ครึ่งแรกในโรงพยาบาลกดดันและน่ากลัวที่สุดในรอบหลายภาค
- ระบบต่อสู้ของ Leon แม่นยำ ตอบสนองไว พาร์รีกับฟินิชเชอร์ทำได้เท่มาก
- ซอมบี้กลายพันธุ์มีพฤติกรรมแปลกใหม่ ทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดกว่าเดิม
- การออกแบบด่านและฉากใหญ่ดีที่สุดในรอบหลายปีของซีรีส์
- งานภาพและเอฟเฟกต์เลือดละเอียดระดับดีที่สุดเท่าที่ซีรีส์เคยทำ
- Bad
- ครึ่งหลังเป็น Leon เกือบตลอด ทำให้ความสยองหายไปเกือบหมด
- ไม่มี Mercenaries และไม่มี New Game Plus ที่เป็นเรื่องเป็นราว
- เนื้อเรื่องบางและพึ่งอีสเตอร์เอ้กจากภาคเก่ามากเกินไป
- ฉาก on-rails ที่กดปุ่มค้างเดินหน้ามีเยอะจนทำให้จังหวะเกมอืด
- เสียงพากย์ของ Grace ใส่อาการติดอ่างมาหนักเกินจนฟังไม่เป็นธรรมชาติ
tag:#ResidentEvilRequiem #ResidentEvil #Capcom #LeonKennedy #REEngine #เกมสยองขวัญ #รีวิวเกม #เกมเอาตัวรอด #GameReview #Gaming #FarangThai