กรมอุทยานฯ ชี้เสือลายพาดกลอนฆ่าเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้งเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่พฤติกรรมล่าคน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นหนึ่งในผืนป่าอนุรักษ์ที่มีประชากรเสือโคร่งชุกชุมที่สุดของไทย ปัจจุบันมีเสือตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ราว 100 ตัว มีลูกเสือวัยรุ่นที่ยังต้องลุ้นว่าจะเติบโตรอดหรือไม่อีกราว 30 ตัว และมีอีกราว 40 ตัวขยายอาณาเขตออกไปจนถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่อยู่ติดกัน ป่าผืนนี้จึงเป็นพื้นที่ที่คนกับเสืออยู่ใกล้กันมากเป็นพิเศษ และล่าสุดก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งถูกเสือทำร้ายจนเสียชีวิตในวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
หนึ่งวันให้หลัง อรรถพล เจริญชันษา (Attapol Charoenchansa) อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (DNP) สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและแถลงมาตรการรับมือ โดยชยาภรณ์ อมฤทธิ์ (Chayaporn Amradit) ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 สุขี บุญแสง (Sukhee Boonsang) ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และเพิ่มศักดิ์ คณิตชาติ (Permsak Kanitchart) หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ร่วมกันแถลงข่าวที่หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งแฝก จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันพฤหัสบดี (6 สิงหาคม)
เครื่องมือสำคัญที่ทีมสอบสวนใช้คือฐานข้อมูลกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าที่สะสมมานานกว่า 30 ปี ซึ่งช่วยให้จำแนกเสือแต่ละตัวได้จากลายทางบนตัวที่ไม่ซ้ำกัน ผลตรวจสอบชี้ว่าเสือที่ก่อเหตุคือหนึ่งในลูกเสือตัวผู้สามตัวของแม่เสือชื่อ อภิญญา (Apinya) อายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งครอบครัวเสือกลุ่มนี้ใช้ชีวิตและหากินอยู่ในอาณาเขตประจำราว 40 ตารางกิโลเมตรรอบจุดเกิดเหตุมาโดยตลอด ไม่ได้บุกรุกเข้ามาใหม่
จากข้อมูลทั้งหมด กรมอุทยานฯ สรุปว่าเหตุการณ์นี้ไม่เข้าเกณฑ์ "เสือกินคน" เพราะไม่พบรูปแบบการโจมตีซ้ำหรือสัญญาณว่าเสือเลือกล่ามนุษย์เป็นเหยื่อหลัก คำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดคือความบังเอิญเชิงพฤติกรรม เสือวัยนี้ยังอยู่ในช่วงหัดล่าเหยื่อและชอบออกสำรวจพื้นที่ตามลำพัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตนอนหลับอยู่ในท่านอนราบซึ่งอาจดูคล้ายเหยื่อตามธรรมชาติในสายตาของเสือ ทั้งที่ตามปกติเสือป่าจะเลี่ยงคนที่ยืนหรือเคลื่อนไหวและมักถอยหนีเมื่อได้ยินเสียงมนุษย์
เพื่อยืนยันข้อสรุปนี้ในระยะยาว เจ้าหน้าที่ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพเพิ่มเพื่อจับตาเสือตัวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง หากพฤติกรรมยังคงล่าเหยื่อธรรมชาติตามปกติ ก็จะปล่อยให้ใช้ชีวิตในถิ่นอาศัยเดิมต่อไปพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ติดตามตัวเพื่อเก็บข้อมูลวิจัย แต่หากมีสัญญาณโจมตีคนซ้ำ แผนจะเปลี่ยนทันทีเป็นการจับตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการพฤติกรรมตามหลักวิชาการ
ผลพวงของเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้กรมอุทยานฯ ต้องยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในผืนป่าใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ห้ามทำงานหรือเดินทางคนเดียว ต้องจับคู่ปฏิบัติงานเสมอ ปรับปรุงจุดพักและที่นอนให้แข็งแรงปลอดภัยจากสัตว์ป่า เพิ่มไฟส่องสว่างในจุดเสี่ยง และให้พักในอาคารมิดชิดแทนพื้นที่เปิดโล่ง พร้อมกันนี้เขตรักษาพันธุ์ฯ ยังปิดรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมศึกษาธรรมชาติเป็นการชั่วคราว จนกว่าการประเมินความปลอดภัยในพื้นที่จะแล้วเสร็จ
tag:#ห้วยขาแข้ง #เสือโคร่ง #กรมอุทยานฯ #สัตว์ป่า #อุทัยธานี #TigerAttack #WildlifeConservation #เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า #อนุรักษ์ธรรมชาติ #ข่าวไทย #FarangThai