อิหร่านเตรียมตอบโต้หนักกว่าเดิมหากถูกโจมตี ขณะเส้นทางการทูตริบหรี่
ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่านกำลังทบทวนแผนรับมือ หากประเทศถูกโจมตีอีกครั้ง โดยพิจารณาขยายเป้าหมายการตอบโต้ให้กว้างกว่าทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ไปถึงประเทศที่ให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอเมริกา และอาจรวมถึงเป้าหมายนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามรายงานของปาริซา ฮาเฟซี (Parisa Hafezi) จากรอยเตอร์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม
การวางแผนดังกล่าวเข้มข้นขึ้นหลังประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) เดินทางกลับจากนิวยอร์ก โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้สั่งการให้กลุ่มพันธมิตรในเลบานอน เยเมน และอิรัก เตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้แบบประสานงาน ครอบคลุมตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซไปจนถึงผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในและนอกภูมิภาค
ความขัดแย้งรอบนี้เริ่มจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นำไปสู่สงคราม 40 วันที่จบลงด้วยการหยุดยิงเมื่อ 8 เมษายน แต่ยังมีการปะทะประปรายต่อเนื่อง ล่าสุดเตหะรานยื่นข้อเสนอผ่านคนกลางกาตาร์ ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติการสู้รบภายในเจ็ดวัน แลกกับการยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน การปลดอายัดเงิน 12,000 ล้านดอลลาร์ และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน ทว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ปฏิเสธข้อเสนอนี้ ขณะที่คำตอบของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผ่านกาตาร์เมื่อวันอังคารยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ประเด็นที่ยังเป็นทางตันคือ วอชิงตันต้องการให้รวมโครงการนิวเคลียร์ไว้ในการเจรจา แต่เตหะรานยืนยันว่าจะคุยเรื่องนิวเคลียร์ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขเจ็ดข้อได้รับการตอบสนองก่อน เจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามมองว่า "เป็นไปได้ยากมากที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง" ขณะที่นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group และ Middle East Institute ต่างชี้ว่าความเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้งยังมีอยู่จริง
ในประเทศ การปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้ตัดรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ขณะที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) รายงานว่ามีการจับกุมผู้คนกว่า 6,000 รายนับตั้งแต่การสู้รบเริ่มขึ้น และผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติระบุถึงการจับกุมจำนวนมาก การทรมาน และการใช้โทษประหารชีวิตที่เพิ่มขึ้น
tag:#อิหร่าน #สหรัฐฯ #ช่องแคบฮอร์มุซ #สงครามตะวันออกกลาง #การทูต #กาตาร์ #Iran #Trump #StraitOfHormuz #MiddleEast #FarangThai