คดี Epstein: เรื่องที่โลกทั้งใบพูดถึง แต่จริงๆ เรารู้อะไรบ้าง?

คดี Epstein: เรื่องที่โลกทั้งใบพูดถึง แต่จริงๆ เรารู้อะไรบ้าง?
Jeffrey Epstein in on Sept. 8, 2004. Rick Friedman/Corbis/Getty Images

GOSSIP DEEP DIVE

คดี Epstein: เรื่องที่โลกทั้งใบพูดถึง แต่จริงๆ เรารู้อะไรบ้าง?

แปลจากบทความของ Seth Abramovitch ใน The Hollywood Reporter (3 มี.ค. 2026)

เรียบเรียงและดัดแปลงเป็นภาษาไทยในสไตล์ gossip blog โดยอ้างอิงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ

⚠️ ข้อความทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกศาล เอกสารราชการ และสื่อที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น ไม่มีการกล่าวหาหรือใส่ความเห็นส่วนตัว

เอาล่ะ เรื่องนี้คืออะไร?

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เรามาคุยเรื่องที่ literally ทั้งโลกพูดถึง แต่มีนักข่าวคนนึงออกมาบอกว่า เฮ้ย! สื่อรายงานเรื่องนี้ผิดพลาดกันหมดเลยนะ! เรากำลังพูดถึงคดี Jeffrey Epstein คือเรื่องของเศรษฐีมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินว่าเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีทางเพศกับผู้เยาว์ แล้วเรื่องนี้ก็บานปลายไปเกินกว่าคดีอาญา กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลกที่ดึงคนทั้งประธานาธิบดี เจ้าชาย นักการเงิน และคนดังในฮอลลีวูดเข้าไปด้วย

📌 ที่มา: Seth Abramovitch, “The Journalist Who Became the Face of Epstein Skepticism,” The Hollywood Reporter, 3 มี.ค. 2026

แต่มีนักข่าวอิสระคนนึงชื่อ Michael Tracey ที่เขียนบทความบน Substack ออกมาบอกว่าเรื่องนี้มันถูกรายงานผิดๆ ทั้งหมดเลย! เขาเรียกคดีนี้ว่าเป็น "เรื่องที่ถูกรายงานแย่ที่สุดในชีวิตของเขา" และเขาก็โดนด่าหนักมากเลย มาดูกันว่าทำไมนะคะ

ข้อเท็จจริงก่อน: อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ?

ก่อนจะไปต่อ เรามาทำความเข้าใจข้อเท็จจริงกันก่อนนะ เพราะเรื่องนี้มันซับซ้อนมาก และเราจะพูดแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วเท่านั้น:

Jeffrey Epstein รับสารภาพ ในข้อหาค้าประเวณีทางเพศที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ที่รัฐฟลอริดาในปี 2008 ตามกฎหมายรัฐฟลอริดา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกศาล

• Ghislaine Maxwell ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศโดยศาลสหรัฐในปี 2021 นี่ก็เป็นข้อเท็จจริงจากคำตัดสินของศาลเช่นกัน

• Epstein เสียชีวิตในเรือนจำในนิวยอร์กเมื่อปี 2019 โดยทางการระบุอย่างเป็นทางการคือการผูกตัวตาย แต่ยังมีคำถามมากมายรอบเรื่องความผิดปกติทางนิติเวชศาสตร์และกระบวนการในเรือนจำ

📌 ที่มา: บันทึกศาลรัฐฟลอริดา (2008), คำตัดสินศาลสหรัฐ (2021), ตามที่อ้างอิงในบทความ The Hollywood Reporter

Michael Tracey พูดอะไร? ทำไมคนถึงโดนด่า?

นี่คือจุดที่น่าสนใจมากนะคะ Tracey ไม่ได้บอกว่า Epstein บริสุทธิ์นะ เขายอมรับว่าอาชญากรรมที่พิสูจน์แล้วนั้นมันร้ายแรงจริงๆ แต่สิ่งที่เขาโต้แย้งคือสิ่งที่เขาเรียกว่า "narrative inflation" หรือการปั่นเรื่องให้เกินจริง หมายความว่าคดีอาญาที่มีหลักฐานชัดเจน ถูกขยายจนกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลกโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

พูดง่ายๆ ก็คือ: Tracey บอกว่าอาชญากรรมที่มีหลักฐานชัดเจนนั้นร้ายแรงอยู่แล้ว แต่เราไม่จำเป็นต้องเอามันไปทำเป็นทฤษฎีสมคบคิดระดับโลกที่ดึงทุกคนเข้าไปด้วย

📌 ที่มา: สัมภาษณ์ของ Tracey ผ่าน Signal chat กับ The Hollywood Reporter

เคส Prince Andrew และ Casey Wasserman

ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกศาลคือ: Prince Andrew (เจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษ) ทำข้อตกลงในคดีแพ่งกับ Virginia Giuffre ในปี 2022 โดยไม่รับผิด หลังจากให้สัมภาษณ์กับ BBC Newsnight ที่หลายคนมองว่าเป็นหายนะ สำหรับ Tracey เคสนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณถูกดึงเข้าไปในเรื่องแล้ว มันยากที่จะออกมาได้

ส่วนเคสของ Casey Wasserman ผู้บริหารวงการกีฬาและผู้จัดโอลิมปิก ก็เป็นอีกตัวอย่าง อีเมลเก่าๆ ที่เขาเคยส่งหา Maxwell ถูกเปิดเผย ซึ่งอีเมลพวกนั้นเขียนขึ้นก่อน Epstein จะถูกจับครั้งสุดท้าย และไม่มีข้อกล่าวหาทางอาญาใดๆ ในอีเมลเหล่านั้น แต่ในยุคที่คนตัดสินจากการเชื่อมโยง แค่นี้ก็ทำให้ชื่อเสียไปแล้ว

📌 ที่มา: The Hollywood Reporter อ้างอิงเอกสารศาล (2022 civil settlement), BBC Newsnight interview

สมาชิกสภาอเมริกันก็พลาดเหมือนกัน!

อันนี้เป็นจุดที่ Tracey ด่าทั้งสองฝั่งเลยนะ เขาบอกว่ามีสมาชิกสภาคองเกรสออกมาอ่านชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผู้ร่วมก่ออาชญากรรม" ในการประชุมสภา แต่ภายหลังกลับพบว่าบางคนไม่มีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของ Epstein เลยด้วยซ้ำ! เหมือนการป้ายชื่อคนโดยไม่ตรวจสอบก่อนเลยนะ

Tracey วิจารณ์ทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต เขาบอกว่านักการเมืองพวกนี้บางคนแอบอ้างเอกสาร FBI ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน บางคนก็เอาคำกล่าวอ้างที่ได้ยินมาไปพูดในสภา ซึ่งตามที่ Tracey บอกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ต่างจากคนที่โพสต์อะไรก็ได้บนโซเชียลมีเดีย

📌 ที่มา: คำสัมภาษณ์ของ Tracey ใน The Hollywood Reporter

เศรษฐกิจของ Epstein: ใครได้ประโยชน์กันแน่?

อีกจุดที่น่าคิดคือ Tracey บอกว่าเรื่อง Epstein มันกลายเป็น "เศรษฐกิจคู่ขนาน" ไปแล้ว คดีแพ่งกับสถาบันการเงินใหญ่ๆ มีการยอมความจำนวนมาก แล้วก็มีสารคดีบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออกมาเป็นชุดๆ ตั้งแต่ Netflix ทำเรื่อง Jeffrey Epstein: Filthy Rich ไปจนถึงรายการพิเศษบน Amazon, Hulu และ Apple TV

Tracey พูดตรงๆ ว่าคนที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือทนายความที่ยังรับเงินจากคดีอยู่ ส่วนสารคดีต่างๆ เขาบอกว่าเป็นแค่ "โฆษณาชวนเชื่อ" เท่านั้นเอง

📌 ที่มา: คำสัมภาษณ์ของ Tracey; Netflix, Amazon, Hulu, Apple TV ตามที่ระบุในบทความ

จาก Pizzagate ถึง Epstein: เส้นทางของทฤษฎีสมคบคิด

อันนี้เป็นอะไรที่น่าคิดมาก Tracey มองเห็นเส้นทางที่เชื่อมต่อจากยุค Pizzagate ที่คนเชื่อว่ามีแก๊งลับเด็กอยู่ใต้ร้านพิซซ่าในวอชิงตันดีซี มาสู่ยุค Epstein ที่ทฤษฎีเดิมๆ เรื่องกลุ่มลับของชนชั้นนำ แค่เปลี่ยนตัวละครใหม่เท่านั้น เขายังบอกด้วยว่าเรื่องเล่าเหล่านี้ดูดซับทัศนคติเหยียดยิวเกี่ยวกับการเงินโลกและหน่วยข่าวกรองเข้ามาด้วย

และเรื่องนี้มันมีผลกระทบจริงๆ นะ เช่น เหตุการณ์บุกรุกติดอาวุธเข้าไปใน Mar-a-Lago ที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและยังไม่มีการยืนยันแรงจูงใจ ก็มีคนพุ่งไปโยงเข้ากับเรื่อง Epstein ทันที สำหรับ Tracey นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าคนเราพร้อมเชื่อมโยงทุกอย่างเข้ากับเรื่อง Epstein โดยอัตโนมัติ

📌 ที่มา: คำสัมภาษณ์ของ Tracey ใน The Hollywood Reporter; เหตุการณ์ Mar-a-Lago ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

อีกฝั่งพูดอะไรบ้าง?

แต่เดี๋ยวนะ เราต้องฟังทั้งสองฝั่งด้วยนะคะ คนที่วิจารณ์ Tracey บอกว่าเขากำลัง minimize หรือลดทอนความร้ายแรงของการล่วงละเมิดทางเพศ และกำลังใช้วิธีการโต้แย้งแบบที่ศาลไม่รับแล้ว พูดง่ายๆ คือฝั่งหนึ่งบอกว่าเขากำลัง "carry water" หรือสนับสนุนฝั่ง Epstein ทางอ้อม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่เขาไปออกรายการ Piers Morgan Live

อีกฝั่งยืนยันว่าสิ่งที่ Tracey เรียกว่า inflation นั้น แท้จริงแล้วคือการตรวจสอบที่ล่าช้ามานานต่อผู้มีอำนาจที่เคยอยู่ในวงโคจรของ Epstein ต่างหาก Maxwell ถูกตัดสินจริง Epstein รับสารภาพจริง การตรวจสอบเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่สมควร ไม่ใช่การ inflate

📌 ที่มา: คำวิจารณ์ของผู้วิจารณ์ Tracey และฝั่งค้าน ตามที่รายงานใน The Hollywood Reporter

เรื่องเอกสารที่ถูกขีดเซ็นเซอร์

เรื่องหนึ่งที่ Tracey พูดถึงคือเอกสารศาลที่ถูกปล่อยออกมาตามคำสั่งศาล โดยมีการขีดเซ็นเซอร์อย่างหนักเพื่อปกป้องเหยื่อผู้เสียหาย Tracey บอกว่าเอกสารเหล่านี้กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงของการเก็งเก็บออนไลน์ เช่น รูปผู้หญิงที่ถูกขีดหน้าก็ถูกคนสันนิษฐานว่าเป็นเหยื่อผู้เสียหาย คนที่ยืนอยู่ใกล้ก็ถูกมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งที่ยังไม่มีแม้แต่การกล่าวหาใดๆ เกิดขึ้น

📌 ที่มา: คำสัมภาษณ์ของ Tracey ใน The Hollywood Reporter เกี่ยวกับเอกสารศาลที่ถูกปล่อยออกมา

เรื่องการเสียชีวิตของ Epstein

เรื่องการตายของ Epstein ในเรือนจำก็เป็นอีกเรื่องที่ถกเถียงกันหนักมาก Tracey ยอมรับว่าความผิดปกติในเรือนจำและความเห็นนิติเวชศาสตร์ที่ขัดแย้งกันทำให้เกิดคำถามได้ แต่เขาเชื่อว่าการผูกตัวตายน่าจะเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุด แม้แต่ความคลุมเครือเหล่านั้นก็ถูกดึงไปใช้เป็นหลักฐานว่ามีคนวางแผนให้เขาตาย

📌 ที่มา: คำสัมภาษณ์ของ Tracey ใน The Hollywood Reporter

สรุป: แล้วเราคิดยังไง?

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Tracey พูดแล้วทำให้คิด เขาบอกว่าข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็กนั้นร้ายแรงที่สุดแล้ว และถ้าจะกล่าวหาคน มันต้องมีหลักฐานมากกว่าแค่ vibes

แต่ในขณะเดียวกัน คดี Epstein มันไม่ได้อยู่แค่ในห้องสอบสวนแล้วนะ มันอยู่บนทามไลน์โซเชียลมีเดีย ในสตรีมมิ่ง ในการประชุมสภา และในคลิปไวรัล มันขยายตัวทุกครั้งที่มีเอกสารใหม่หลุดออกมา คดีจบไปแล้ว แต่เรื่องเล่ายังไม่จบ

สิ่งที่เราบอกได้คือ ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่ามีทฤษฎีสมคบคิดซ่อนอยู่เบื้องหลัง หรือคิดว่าควรตั้งคำถามกับทุกข้อกล่าวหาใหม่อย่างจริงจัง สิ่งที่แน่นอนคือ: อาชญากรรมที่พิสูจน์แล้วนั้นร้ายแรงพอ แต่สิ่งที่ยังไม่พิสูจน์ก็ต้องยังไม่พิสูจน์

──────────────────────────────────────────────────

ข้อสังเกตทางกฎหมาย:

บทความนี้ดัดแปลงจากบทความภาษาอังกฤษโดย Seth Abramovitch ใน The Hollywood Reporter (เผยแพร่ 3 มีนาคม 2026) ข้อเท็จจริงทั้งหมดอ้างอิงจากบันทึกศาล เอกสารราชการ และสื่อที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น ไม่มีการกล่าวหาใส่ความเห็นส่วนตัวหรือเพิ่มเติมข้อเท็จจริงใดๆ ที่ไม่ปรากฏในแหล่งที่มาข้างต้น ความเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นของบุคคลที่ถูกอ้างอิงเท่านั้น

ตามพ.ร.บ.อาญา มาตรา 326-328 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของผู้อื่นถือเป็นความผิดทางอาญาในประเทศไทย บทความนี้รายงานเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นสาธารณะเท่านั้น

แหล่งที่มาหลัก:

1. Seth Abramovitch, “The Journalist Who Became the Face of Epstein Skepticism,” The Hollywood Reporter, 3 March 2026

2. บันทึกการรับสารภาพของ Jeffrey Epstein ในรัฐฟลอริดา (2008)

3. คำตัดสินศาลสหรัฐในคดี Ghislaine Maxwell (2021)

4. ข้อตกลงคดีแพ่งของ Prince Andrew กับ Virginia Giuffre (2022)

5. BBC Newsnight สัมภาษณ์ Prince Andrew

6. Netflix – Jeffrey Epstein: Filthy Rich (2020)

7. The Hollywood Reporter – รายงานเรื่อง Casey Wasserman

8. Piers Morgan Live – การออกรายการของ Michael Tracey

อ่านเพิ่มเติม

แซม นีล นักแสดงจาก “จูราสสิค พาร์ค” และ “เดอะ เปียโน” เสียชีวิตแล้ว ในวัย 78 ปี

ข่าวซุบซิบ เซเลบฝรั่ง

แซม นีล นักแสดงจาก “จูราสสิค พาร์ค” และ “เดอะ เปียโน” เสียชีวิตแล้ว ในวัย 78 ปี

เวลลิงตัน นิวซีแลนด์ — แซม นีล (Sam Neill) นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ผู้มีสไตล์การแสดงที่สง่างามและหลากหลาย ผ่านบทบาททั้งในหนังอินดี้และหนังบล็อกบัสเตอร์ ตั้งแต่หลบหนีไดโนเสาร์เวโลซิแรปเตอร์ใน "จูราสสิค พาร์ค" (Jurassic Park) ไปจนถึงรับบทสามีของฮอลลี

By Gossip Girl!!!
จีนกู้คืนจรวดขั้นแรกสำเร็จเป็นครั้งแรก ก้าวสำคัญโครงการอวกาศแดนมังกร

ข่าวซุบซิบ เซเลบฝรั่ง

จีนกู้คืนจรวดขั้นแรกสำเร็จเป็นครั้งแรก ก้าวสำคัญโครงการอวกาศแดนมังกร

ปักกิ่ง (AP) — จีนประสบความสำเร็จในการกู้คืนขั้นแรกของจรวดหลังการปล่อยตัวเมื่อวันศุกร์ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโครงการอวกาศของประเทศ สำนักข่าวทางการระบุ ขั้นแรกของจรวดลองมาร์ช-10บี (Long March-10B) แยกตัวออกจากขั้นที่สองหลังการปล่อยตัว และเดินทางกลับลงสู่แท่นลอยน้ำในทะเล สำนักข่าวซินหัว (Xinhua)

By Gossip Girl!!!
รีบดู Johnny Mnemonic หนังไซเบอร์พังก์ปี 1995 ก่อนลาจอ Netflix วันที่ 30 มิถุนายนนี้

ข่าวซุบซิบ เซเลบฝรั่ง

รีบดู Johnny Mnemonic หนังไซเบอร์พังก์ปี 1995 ก่อนลาจอ Netflix วันที่ 30 มิถุนายนนี้

รีบดู Johnny Mnemonic หนังไซเบอร์พังก์ปี 1995 ก่อนลาจอ Netflix วันที่ 30 มิถุนายนนี้ Johnny Mnemonic หนังไซเบอร์พังก์สุดคัลต์ปี 1995 กำลังจะออกจาก Netflix ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ชม Keanu Reeves ในบทบาทที่หลุดจากภาพจำของเขาอย่

By Gossip Girl!!!
อธิบายตอนจบหนัง Weapons: เด็ก ๆ ทั้งห้องเรียนหายไปไหนกันหมด

ข่าวซุบซิบ เซเลบฝรั่ง

อธิบายตอนจบหนัง Weapons: เด็ก ๆ ทั้งห้องเรียนหายไปไหนกันหมด

อธิบายตอนจบหนัง Weapons: เด็ก ๆ ทั้งห้องเรียนหายไปไหนกันหมด? Weapons ผลงานเรื่องใหม่ของผู้กำกับ Zach Cregger เจ้าของหนังสยองขวัญ Barbarian (2022) เปิดเรื่องด้วยปมชวนขนลุก เมื่อเด็กนักเรียนชั้น ป.3 เกือบทั้งห้องจำนวน 17 คนหายตัวออกจากบ้านพร้อมกันตอนตี 2

By Gossip Girl!!!