Burnout Revenge คือภาคที่ดีที่สุดของซีรีส์นี้จริง ๆ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของไซมอน คาร์ดี (Simon Cardy) คอลัมนิสต์ของ IGN ที่คิดถึงความรู้สึกในวัยเยาว์ จนต้องหันกลับไปเล่นเกมที่เคยสร้างความสุขให้ตอนเป็นวัยรุ่นอยู่บ่อย ๆ และนี่ก็เป็นหนึ่งในเกมเหล่านั้น
หลายคนอาจเห็นตรงกันว่า Burnout 3: Takedown คือภาคที่ดีที่สุดของซีรีส์ เพราะมันคือภาคที่นำกลไก "takedown" อันเปลี่ยนเกมมาใช้ครั้งแรก พาซีรีส์นี้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการขับรถแบบอันตราย แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เขียนก็ยังชอบ Revenge มากกว่าเสมอมา คนโบราณว่าไว้ว่าแก้แค้นอร่อยที่สุดตอนเสิร์ฟเย็น ผ่านมา 21 ปีแล้ว หลังกระแสความร้อนแรงตอนเปิดตัวจางหายไปนาน ผู้เขียนจึงลองใส่แผ่นเกมกลับเข้าเครื่อง Xbox อีกครั้งเพื่อดูว่ามนตร์เสน่ห์เดิมยังอยู่หรือเปล่า
สปอยล์เลยแล้วกัน Burnout Revenge ยังคงยอดเยี่ยมสุด ๆ
เสียงกลองเปิดเพลง All the Rage ของวง Funeral for a Friend ต้อนรับกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน ผู้เขียนรู้สึกมีความสุขมาก เพราะเพิ่งดูหนังสยองขวัญจิตวิทยาเรื่อง Videodrome ของเดวิด โครเนนเบิร์ก (David Cronenberg) มาสด ๆ ร้อน ๆ การได้ย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาที่บริสุทธิ์กว่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องการพอดี
โหมด Crash คือสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบที่สุดในซีรีส์ Burnout มาตลอด มันคือยาชูกำลังที่สมบูรณ์แบบในยุคที่มีเกมให้เล่นไม่กี่เกม การไล่ตามคะแนนสูงสุดจึงเป็นสิ่งที่ทำได้เป็นชั่วโมง ๆ บางครั้งก็ทั้งคืน ความบันเทิงสั้น ๆ ที่เล่นซ้ำได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชนกันเป็นพะเนินตรงวงเวียนหรือการบินขึ้นจากทางลาดไปตกใส่แถวรถบัสที่จัดวางไว้อย่างไร้เหตุผล ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย รถแต่ละคันมีคุณค่าของตัวเองเมื่อถูกทำลาย การเรียนรู้แผนการโจมตีที่ดีที่สุดขณะค่อย ๆ จับรูปแบบการจราจรของแต่ละด่านจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ นี่ไม่ใช่แค่การทำลายล้างไร้จุดหมาย แต่เป็นแนวทางที่คิดมาอย่างดีและแปลกใหม่จริง ๆ สำหรับเกมแข่งรถ
แน่นอนว่าความมันส์ของการแข่งขันและโหมดกำจัดคู่แข่งก็ยังคงอยู่ แต่การได้เห็นตัวเลขเงินรางวัลไต่ขึ้นเรื่อย ๆ ขณะสร้างความโกลาหลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ปลดปล่อยความสุขดิบ ๆ ในสมองออกมาได้ไม่แพ้กัน
จุดเด่นของโหมด Crash คือมันนำความหลากหลายที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้าสู่เกมแข่งรถ จนกระทั่งซีรีส์ Forza Horizon มาถึงจุดสูงสุดของตัวเองในอีกหลายปีต่อมา มันเปลี่ยนเกมแข่งรถที่เร็วและอาศัยสัญชาตญาณล้วน ๆ ให้กลายเป็นเกมไขปริศนาที่ต้องใช้สมองมากขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังคงความรุนแรงของยานพาหนะควบคู่กับซาวด์แทร็กแนวโพสต์ฮาร์ดคอร์ แต่โหมดนี้ก็บังคับให้ผู้เล่นหยุดคิดจริง ๆ ในช่วงเวลาระหว่างกดหยุดชั่วคราวกับกดเริ่มใหม่ การไล่ล่าคะแนนสูงสุดและเก็บดาวสะสมให้ครบจากแต่ละฉากคือความสนุกที่สุดเท่าที่จะหาได้ เกมอย่าง Dangerous Driving และ Dangerous Golf พยายามเรียกความรู้สึกแบบเดียวกันกลับมา แต่ความจริงคือ Burnout Revenge ยังคงเป็นจุดสูงสุดอยู่ดี
ทั้งหมดนี้มีอยู่ใน Burnout 3 อยู่แล้วก็จริง แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทีมพัฒนา Criterion เพิ่มเข้ามาใน Revenge ที่ทำให้โหมดแข่งขันแบบดั้งเดิมสนุกยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือระบบ "traffic checking" มันเพิ่มแรงจูงใจให้พุ่งชนรถคันอื่นบนถนน เพราะรถที่วิ่งถูกกฎจราจรในทิศทางเดียวกับผู้เล่นจะกลายเป็นทรัพยากรสำหรับเติมมิเตอร์บูสต์ โดยปกติแล้วผู้เล่นไม่อยากให้มิเตอร์นี้หมดขณะซิ่งอยู่บนสนาม Burnout และระบบ traffic checking ก็ทำให้เป้าหมายนั้นน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น การพุ่งชนท้ายรถที่วิ่งไปทางเดียวกันช่วยให้เปลวไฟบูสต์ไม่มีวันดับ คำพูดที่ว่า "การเสียดสีคือการแข่งขัน" จากภาพยนตร์ Days of Thunder ไม่มีเกมแข่งรถเกมไหนนำปรัชญานี้มาใช้ได้จริงจังเท่ากับผลงานชิ้นเอกปี 2005 ของ Criterion อีกแล้ว
ตลอดหลายชั่วโมงที่กลับไปเล่น Burnout Revenge ผู้เขียนแทบไม่ได้แข่งขันแบบจริงจังเลย เพราะเสน่ห์ของเกมคือผู้เล่นสามารถผ่านโหมดอาชีพและปลดล็อกด่านใหม่ ๆ ได้ด้วยการเก็บดาวจากโหมด Crash เพียงอย่างเดียว ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนทำแทบตลอดเวลา แม้จะออกไปเพลิดเพลินกับอากาศฤดูร้อนก็ได้ แต่ทำไมต้องทำแบบนั้น ในเมื่อสามารถกดปุ่ม Crashbreaker แล้วระเบิดพลเมืองที่โชคร้ายระหว่างตัวเองกับคะแนนสูงสุดใหม่ได้
เป็นเรื่องน่าโล่งใจที่พบว่าความทรงจำอันดีต่อ Burnout Revenge ไม่ได้สวยหรูเกินจริงอย่างที่คิด มันยังคงเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมาก และแม้ Burnout Paradise แบบโลกเปิดจะมีเสน่ห์ของตัวเอง แต่ซีรีส์นี้ก็ไม่เคยดีไปกว่านี้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้เขียนตั้งตารอที่จะกลับไปเล่นเกมนี้อีกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จนกว่า Star Wars Galactic Racer จะมาถึงในที่สุด ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่รวดเร็วและอันตรายจากอดีตทีมพัฒนา Burnout ที่สร้างความประทับใจให้ทีมงาน IGN ทุกครั้งที่ได้ลองเล่น แม้จะไม่มีโหมด Crash แต่ถ้าจิตวิญญาณแบบ Criterion คลาสสิกยังส่องประกายออกมา ก็น่าจะสนุกไม่แพ้กัน
เกมมันดีจริง ๆ นะ
tag:#BurnoutRevenge #Criterion #เกมแข่งรถ #CrashMode #ความทรงจำ #Xbox #BurnoutParadise #Gaming #FarangThai