25 ปี 9/11: บทเรียนข่าวกรองที่โลกยังเรียนรู้ไม่จบ จากอัลกออิดะห์ถึงจีน-รัสเซีย
ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 (พ.ศ. 2544) ที่กลุ่มอัลกออิดะห์ (al-Qaeda) จี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก คร่าชีวิตผู้คนไป 2,977 ราย ไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และงานข่าวกรองของโลกตะวันตกมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อย่างซีไอเอ (CIA) รู้จักเครือข่ายอัลกออิดะห์และผู้นำอย่างโอซามา บิน ลาเดน (Osama Bin Laden) มาก่อนเกิดเหตุหลายปี ถึงขั้นตั้งทีมเฉพาะกิจไล่ล่าตัวเขาโดยตรง แต่ข้อมูลที่มีอยู่กลับไม่ถูกนำมาปะติดปะต่อกันทันเวลา รายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ในเวลาต่อมาสรุปว่าเป็น "ความล้มเหลวด้านจินตนาการ นโยบาย ขีดความสามารถ และการบริหารจัดการ" เนื่องจากทั้งซีไอเอและเอฟบีไอ (FBI) ต่างมีข้อมูลอยู่ในมือ แต่ไม่ได้แบ่งปันและประเมินร่วมกันอย่างเพียงพอที่จะสกัดแผนการร้ายได้ทัน
เก้าวันหลังเหตุการณ์ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W Bush) ในขณะนั้นประกาศ "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" (War on Terror) อย่างเป็นทางการ เปิดฉากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างข่าวกรองสหรัฐฯ ทั้งการตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ และตำแหน่งผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานข่าวกรอง 18 แห่งของสหรัฐฯ แบ่งปันข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
@farangthai.com เปิดคลิปประวัติศาสตร์ 25 ปี เหตุการณ์ 9/11 ส่งต่อความทรงจำสลดถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทันเห็นเหตุการณ์ มีการเผยแพร่วิดีโอประมวลภาพเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 (9/11) เพื่อมุ่งเน้นสื่อสารและถ่ายทอดความจริงของเหตุการณ์ให้แก่คนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันและไม่มีความทรงจำร่วมต่อเหตุการณ์การโจมตีทางก่อการร้ายครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา #เหตุการณ์911 #911Memorial #911Anniversary #ประวัติศาสตร์โลก #ข่าวต่างประเทศ #911NeverForget #WorldTradeCenter #11กันยายน #USAHistory #Remembering911 ♬ original sound - FarangThai.com
ฝั่งอังกฤษก็ปรับตัวเช่นกัน ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างหน่วยข่าวกรองในประเทศ MI5 กับตำรวจฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายค่อย ๆ คลี่คลายลง ผ่านการตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมในภูมิภาคต่าง ๆ และล่าสุดคือศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายความปลอดภัยสูงในกรุงลอนดอน ที่เจ้าหน้าที่ MI5 เจ้าหน้าที่ตำรวจ และแม้แต่เจ้าหน้าที่จากเอฟบีไอหรือหน่วยข่าวกรองสัญญาณ GCHQ นั่งทำงานเคียงข้างกัน
แต่ใช่ว่าหลังจากนั้นจะไม่มีความผิดพลาดอีกเลย ก่อนสงครามอิรักปี 2003 หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของอังกฤษ MI6 ปล่อยให้ข้อมูลข่าวกรองถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จนนำไปสู่รายงานเท็จเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงของอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ทั้งที่อาวุธเหล่านั้นถูกทำลายไปแล้วตั้งแต่หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 ความผิดพลาดครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของ MI6 อย่างหนัก จนต้องปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรองดิบจากภาคสนามใหม่ทั้งระบบ โดยแยกทีมที่หาข่าวออกจากทีมที่ตรวจสอบและท้าทายความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างชัดเจน
พลโทเซอร์ริชาร์ด เชอร์เรฟฟ์ (Richard Shirreff) อดีตผู้บัญชาการกองพลที่เคยประจำการในอิรัก ให้ความเห็นตรงไปตรงมาว่าสงครามอิรักปี 2003 "ตั้งอยู่บนข่าวกรองที่บกพร่องอย่างรุนแรง" และมองว่าฝ่ายตะวันตกยังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดครั้งนั้นมากเท่าที่ควร
ฝั่ง MI5 เองก็มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวปะปนกัน ลอร์ดโจนาธาน อีแวนส์ (Jonathan Evans) อดีตผู้อำนวยการ MI5 ระหว่างปี 2007-2013 เล่าว่าหลัง 9/11 ภัยคุกคามจากอัลกออิดะห์กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของหน่วยงาน ท่ามกลางรายชื่อ "บุคคลเฝ้าระวัง" กว่า 20,000 คนที่ต้องจัดลำดับความสำคัญทุกวัน ซึ่งบางครั้งก็พลาดไป เช่น เหตุระเบิดฆ่าตัวตายในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2005 ที่คร่าชีวิตไป 52 ราย ทั้งที่ MI5 เคยรู้จักตัวผู้ก่อเหตุมาก่อนแล้ว และเหตุระเบิดที่แมนเชสเตอร์อารีนาในปี 2017
เมื่อเวลาผ่านไป ภาพรวมภัยคุกคามก็เปลี่ยนไปจากเดิม ลอร์ดอีแวนส์ระบุว่าทุกวันนี้ภัยจากรัฐชาติอย่างรัสเซีย อิหร่าน และจีน กลายเป็นความกังวลด้านความมั่นคงที่หนักหนาไม่แพ้การก่อการร้ายที่ไม่ใช่รัฐอีกต่อไป ขณะที่บางฝ่ายมองว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อปีนี้ ก็สะท้อนความล้มเหลวด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์อีกครั้ง เพราะทั้งที่มีสัญญาณเตือนชัดเจนว่าอิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ กลับไม่มีแผนรับมือที่ชัดเจนเมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นจริง จนกระทบตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก
อีกด้านหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดคือประเด็นสิทธิมนุษยชน หลัง 9/11 สหรัฐฯ และพันธมิตรจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวนมากในอัฟกานิสถานและปากีสถาน หลายคนถูกส่งตัวข้ามโลกไปคุมขังที่เรือนจำอ่าวกวนตานาโมในคิวบาโดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งกลายเป็นรอยด่างด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกประณามอย่างกว้างขวาง แม้แต่อังกฤษเองก็เคยมีส่วนพัวพันกรณี MI6 ร่วมมือส่งตัวนักเคลื่อนไหวชาวลิเบียคนหนึ่งจากประเทศไทยไปยังลิเบียเมื่อปี 2004 จนต้องถูกจองจำและทรมานภายใต้ระบอบของพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) ก่อนที่รัฐบาลอังกฤษจะออกมากล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการในปี 2018
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าจุดอ่อนใหญ่ที่สุดของโลกตะวันตกในช่วง 20 ปีแรกหลัง 9/11 คือการทุ่มความสนใจไปที่การต่อต้านการก่อการร้ายมากเกินไป จนมองข้ามการผงาดขึ้นของจีนและรัสเซียในฐานะมหาอำนาจทางทหารและยุทธศาสตร์ อดีตหัวหน้าหน่วย MI6 เซอร์อเล็กซ์ ยังเกอร์ (Alex Younger) เคยยอมรับว่าโลกตะวันตก "พลาดการประเมินการผงาดขึ้นของจีน" ไปอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันรัสเซียและจีนก็ใช้ช่วงเวลานั้นเดินหน้าโครงการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารขนานใหญ่ รวมถึงการพัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง จนกัดกร่อนความได้เปรียบทางทหารที่นาโต (NATO) เคยมีอยู่
แซม โอลเซน (Sam Olsen) หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทข่าวกรองความมั่นคง Sibylline มองว่าความเข้าใจผิดของตะวันตกไม่ได้อยู่แค่การหันเหความสนใจไปที่การก่อการร้าย แต่ยังรวมถึงการประเมินผิดว่าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของจีนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบตะวันตก ทุกวันนี้อำนาจของจีนไม่ได้อยู่แค่เรือรบ ขีปนาวุธ หรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงเซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ ท่าเรือ และระบบโทรคมนาคม ทำให้ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การขาดข้อมูลข่าวกรอง แต่คือการตีความเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังตามไม่ทัน
ด้านเทคโนโลยีการสอดแนมก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน จากยุคที่ข้อมูลชีวมิติยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อปี 2001 มาสู่ยุคที่ระบบจดจำใบหน้า ม่านตา และท่วงท่าการเดินสามารถตรวจจับตัวบุคคลได้แม่นยำ ทำให้การส่งสายลับเข้าไปปฏิบัติงานในประเทศเป้าหมายอย่างจีน รัสเซีย อิหร่าน หรือเกาหลีเหนือ ยากขึ้นกว่าเดิมมาก
นักวิเคราะห์ความมั่นคงหลายฝ่ายย้ำตรงกันว่าโลกของงานข่าวกรองเปลี่ยนไปแทบไม่เหลือเค้าเดิมในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา และด้วยความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์และคอมพิวเตอร์ควอนตัม การเปลี่ยนแปลงนี้จะยิ่งเร็วขึ้นไปอีก ขณะเดียวกัน โลกตะวันตกก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่เคยพลาดพลั้งด้านข่าวกรอง เพราะทั้งการบุกยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 และปฏิบัติการโจมตีของกลุ่มฮามาสในอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ก็ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวด้านข่าวกรองครั้งใหญ่ของฝ่ายนั้น ๆ เช่นกัน
คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจนถึงวันนี้คือ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติในอดีต เช่น การเข้าร่วมบุกอิรักและอัฟกานิสถานของอังกฤษ เป็นทางเลือกที่ถูกต้องหรือไม่ และคำถามเหล่านี้ก็ยังคงสะท้อนกลับมาให้ถกเถียงกันไม่จบสิ้น แม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง 25 ปี
tag:#911Anniversary #สงครามต่อต้านการก่อการร้าย #CIA #MI6 #ข่าวกรอง #อัลกออิดะห์ #WarOnTerror #จีน #รัสเซีย #ความมั่นคงโลก #WorldNews #FarangThai