เอกอัครราชทูตอังกฤษหลุดปากในคลิปเสียง บอกประเทศเดียวที่มี "ความสัมพันธ์พิเศษ" กับสหรัฐฯ "น่าจะเป็นอิสราเอล"
เอกอัครราชทูตอังกฤษให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตามที่ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานออกมา ได้บอกไว้ว่าการที่เรื่องอื้อฉาวของเจฟฟรีย์ เอปสตีนไม่ส่งผลกระทบต่อใครในสหรัฐฯ เลยนั้น "พิเศษมากเลยนะ"
ท่านเซอร์คริสเตียน เทอร์เนอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ได้พูดเอาไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มทำสงครามร่วมกันกับอิหร่านว่า ในมุมของเขาแล้ว "ประเทศเดียว" ที่มี "ความสัมพันธ์พิเศษ" กับสหรัฐฯ "น่าจะเป็นอิสราเอลมากกว่า"
ท่านทูตเทอร์เนอร์พูดประเด็นนี้ระหว่างพบกับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายชาวอังกฤษที่มาเยือนสหรัฐฯ ซึ่งหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้คลิปเสียงมาแล้วนำเสนอเรื่องนี้ในวันอังคารที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ท่านทูตยังบอกกับเด็กๆ ด้วยว่า เรื่องอื้อฉาวของผู้ล่วงลับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตผู้กระทำผิดทางเพศ ถือเป็นเรื่อง "พิเศษมากเลย" เพราะมัน "ทำให้สมาชิกระดับสูงของราชวงศ์อังกฤษหลุดออกจากตำแหน่ง แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำวอชิงตัน ปีเตอร์ แมนเดลสัน และอาจจะรวมถึงนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ด้วย แต่ที่นี่ในสหรัฐฯ มันแทบไม่ได้แตะต้องใครเลย"
ท่านทูตเทอร์เนอร์ยังบอกอีกว่า ตัวเองไม่ค่อยชอบคำว่า "ความสัมพันธ์พิเศษ" ที่นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล บัญญัติขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้อธิบายสายสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ เพราะมันฟัง "ดูถวิลหาอดีต" และ "มองย้อนหลังไปไกลเกินไป" ตามที่ FT รายงาน
"ดิฉันคิดว่าน่าจะมีประเทศเดียวที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ จริงๆ" เขากล่าว "และน่าจะเป็นอิสราเอลค่ะ"
ทาง CBS News เองยังไม่ได้ตรวจสอบไฟล์เสียงดังกล่าว แต่รัฐบาลอังกฤษก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าคลิปเสียงนี้ปลอม
กระทรวงการต่างประเทศและเครือจักรภพอังกฤษได้ส่งแถลงการณ์มาที่ CBS News ระบุว่าคำพูดของท่านทูตเทอร์เนอร์เป็น "ความเห็นส่วนตัวอย่างไม่เป็นทางการ ที่พูดกับกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมปลายชาวอังกฤษที่มาเยือนสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และไม่ได้สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลอังกฤษแต่อย่างใด"
ท่านทูตเทอร์เนอร์ก็ได้บอกกับเด็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่อายุ 16-17 ปีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษนั้น "แน่นแฟ้นมาก" โดยอ้างถึง "ประวัติศาสตร์อันยาวนานและความผูกพันระหว่างเรา โดยเฉพาะด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง เราเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง"
คำพูดส่วนตัวของท่านทูตหลุดออกมาเป็นข่าวในจังหวะเดียวกับที่พระเจ้าชาลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา เสด็จเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ต้อนรับที่ทำเนียบขาว ก่อนที่พระองค์จะเสด็จไปทรงปราศรัยต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในการประชุมร่วมของสองสภาด้วย
การเสด็จเยือนครั้งนี้ ถูกมองกันโดยทั่วไปว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลอังกฤษในการคลี่คลายความตึงเครียดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก หลังจากที่คุณทรัมป์ออกมาวิจารณ์นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ อยู่ซ้ำๆ โดยกล่าวหาว่าสตาร์เมอร์ไม่ยอมสนับสนุนสงครามอิหร่าน
นอกจากนี้ สตาร์เมอร์เองก็กำลังเจอกับเสียงเรียกร้องในประเทศจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองให้ลาออก จากการที่เขาตั้งปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตคนก่อนของเทอร์เนอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนของเอปสตีน ขึ้นเป็นทูต
สตาร์เมอร์ได้สั่งปลดแมนเดลสัน ซึ่งเป็นเสาหลักของพรรคแรงงานของสตาร์เมอร์เองมาตั้งแต่ยุค 90 ออกจากตำแหน่งทูตเมื่อเดือนกันยายน หลังจากที่รายละเอียดของความสนิทสนมระหว่างเขากับเอปสตีนถูกเปิดเผยในเอกสารฉาวที่เผยแพร่ที่วอชิงตัน
คุณทรัมป์เองออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยทำนายว่าสตาร์เมอร์น่าจะ "ฟื้นตัว" จากเรื่องอื้อฉาวนี้ได้
tag:#ChristianTurner #UKAmbassador #ทูตอังกฤษ #SpecialRelationship #ความสัมพันธ์พิเศษ #UKUS #UKUSRelations #Israel #อิสราเอล #JeffreyEpstein #เจฟฟรีย์เอปสตีน #EpsteinFiles #คดีเอปสตีน #PeterMandelson #KeirStarmer #เคียร์สตาร์เมอร์ #PrinceAndrew #เจ้าชายแอนดรูว์ #DonaldTrump #ทรัมป์ #KingCharlesIII #คิงชาร์ลส์ที่3 #FinancialTimes #LeakedRemarks #UnitedKingdom #สหราชอาณาจักร #UnitedStates #สหรัฐอเมริกา #LabourParty #พรรคแรงงาน #StateVisit #เยือนระดับรัฐ #BritishForeignOffice #Diplomacy #การทูต #ScandalEpstein #IranWar #สงครามอิหร่าน #ข่าวต่างประเทศ #WorldNews #FarangThai