อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงญี่ปุ่นบูม เมื่อ 'ลูกขนฟู' มีจำนวนมากกว่าเด็กทารก
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – ระหว่างพาสุนัขพันธุ์พุดเดิลตัวจิ๋วเดินเล่นในสวนใกล้บ้านที่เมืองอิเคดะ จังหวัดกิฟุ ชิน โอตะ (Shin Ohta) เกิดไอเดียขึ้นมา
"สุนัขของผมมักจะหยุดเดินกลางทางบ่อยๆ ผมต้องอุ้มมันทุกครั้ง แต่น้ำหนักเกือบ 5 กิโลกรัมของมันเริ่มกลายเป็นภาระจริงๆ" โอตะบอกกับอัลจาซีรา "ผมรู้ว่าต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้"
โอตะทำงานฝ่ายขายให้บริษัทลัคกี้ อินดัสตรีส์ (Lucky Industries) ผู้ผลิตเป้อุ้มเด็กเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งผลิตเป้อุ้มเด็กไปแล้วกว่า 40 ล้านชิ้นนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1934 (พ.ศ. 2477)
เขาใช้เวลาทั้งอาชีพผลิตเป้อุ้มเด็ก แต่หลังจากการเดินเล่นครั้งนั้น เขาก็เริ่มสงสัยว่าความเชี่ยวชาญแบบเดียวกันจะนำมาปรับใช้กับสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่
หลังปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าการออกแบบเหมาะกับสุนัข โอตะช่วยลัคกี้ อินดัสตรีส์เปิดตัวเป้อุ้มสุนัขแบบสะพายสะโพกไลน์แรกในปี 2022 (พ.ศ. 2565) ในชื่อ "นุย" (Nu-i)
ต้นปีนี้ บริษัทเข้าร่วมงานประชุม Interpets ประจำปีที่โตเกียว พร้อมกับแบรนด์อื่นๆ อีกหลายสิบแบรนด์ ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพของตลาดดูแลสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่น
ในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน บูธต่างๆ เรียงรายอยู่ตามผนังของศูนย์ประชุมบิ๊กไซต์ (Big Sight) จำหน่ายสินค้าตั้งแต่เครื่องเป่าขนสัตว์เลี้ยงแบบเดินเข้าไปได้ ไปจนถึงขนมแมวออร์แกนิกรุ่นล่าสุด
เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ไม่ได้จูงเพื่อนสี่ขาด้วยสายจูง แต่พาพวกมันไปมาด้วยรถเข็นสัตว์เลี้ยงตกแต่งสวยงาม หรือเป้อุ้มสไตล์เดียวกับเป้อุ้มเด็กทารก
สัตว์เลี้ยงหลายตัวสวมชุดสีสันสดใส ที่หนีบขน และผ้าอ้อม
ปัจจุบันจำนวนสัตว์เลี้ยงในญี่ปุ่นมีมากกว่าจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ถึงกว่า 2 ล้านตัว

จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ตลาดยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) ตลาดดูแลสัตว์เลี้ยงของญี่ปุ่นมีมูลค่า 880,000 ล้านเยน (5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 689,600 ล้านเยน (4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2020
เมื่ออัตราการเกิดของญี่ปุ่นยังคงลดลงต่อเนื่อง และจำนวนประชากรเด็กหดตัวลง บริษัทที่เคยสร้างธุรกิจจากสินค้าสำหรับทารก อย่างผ้าอ้อม เป้อุ้ม และรถเข็นเด็ก จึงหันมาให้ความสนใจกับตลาดสัตว์เลี้ยงมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่งาน Interpets บูธขนาดใหญ่ของยูนิชาร์ม (Unicharm) เต็มไปด้วยผ้าอ้อมสุนัขและแมวจากไลน์ผลิตภัณฑ์ "Mannerware" ล่าสุด สะท้อนการเดิมพันของบริษัทกับตลาดสัตว์เลี้ยง
บริษัทสัญชาติโตเกียวแห่งนี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จข้ามตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกระแสบูมด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง หลังสร้างชื่อจากการขายผลิตภัณฑ์อนามัยสตรีและผ้าอ้อมสำเร็จรูป ยูนิชาร์มขยายเข้าสู่ตลาดผ้าอ้อมสัตว์เลี้ยงในปี 2001 (พ.ศ. 2544) นับจากนั้น ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงก็กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตหลักของบริษัท
แม้ตลาดผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลสำหรับคนจะมีขนาดใหญ่กว่า แต่ภาคธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงกลับมีอัตรากำไรสูงกว่า จากผลประกอบการปี 2025 ของยูนิชาร์ม ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงมีอัตรากำไร 15.4% ในปีนั้น เทียบกับอัตรากำไร 10.7% ของธุรกิจผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล
อิชชู อูเอฮาระ (Isshu Uehara) โฆษกของยูนิชาร์ม ระบุว่า ณ ปี 2025 ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงคิดเป็น 17% ของยอดขายรวมของบริษัท และมีแผนเพิ่มสัดส่วนเป็น 20% ภายในปี 2030
"อัตราการเกิดของญี่ปุ่นกำลังลดลง" อูเอฮาระบอกกับอัลจาซีรา "การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การครองตัวเป็นโสด การแต่งงานช้าลง และการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนที่ไม่มีลูกแต่มีรายได้สองทาง ทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นแสวงหาความผูกพันทางใจผ่านสัตว์เลี้ยง"
"ผลที่ตามมาคือเราเห็นกระแส 'การทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนมนุษย์' หรือการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกครอบครัวหรือลูกๆ มากกว่าจะเป็นเพียงสัตว์" อูเอฮาระกล่าวเสริม "ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าพรีเมียมเพื่อยืดอายุขัยของสัตว์เลี้ยง และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับพวกมัน เช่น ทานอาหารด้วยกัน หรือไปคาเฟ่และบ้านเพื่อนด้วยกัน"

ยูนิชาร์มไม่ใช่บริษัทเดียวที่ทำเช่นนี้ ทั่วประเทศญี่ปุ่น แบรนด์รถเข็นเด็กอย่างแอร์บักกี้ (AirBuggy) และบริษัทเสื้อผ้าอย่างสวีตมัมมี่ (Sweet Mommy) ก็ทำสิ่งคล้ายกัน โดยนำความเชี่ยวชาญที่สร้างขึ้นจากตลาดทารกมาปรับใช้กับตลาดเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโต
ฮิโรยูกิ ฮิงูจิ (Hiroyuki Higuchi) ซีอีโอของลัคกี้ อินดัสตรีส์ ชี้ให้เห็นถึงจุดกำเนิดของบริษัทเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงไปสู่สัตว์เลี้ยงนี้
"ตอนที่บริษัทเริ่มก่อตั้ง ครอบครัวญี่ปุ่นมีลูกกันเยอะ แม่ๆ จึงต้องการเป้อุ้มเพื่อให้สามารถทำงานบ้านไปด้วยได้" ฮิงูจิบอกกับอัลจาซีรา
แต่ตอนนี้ครอบครัวญี่ปุ่นกำลังเล็กลงเรื่อยๆ แม้จะมีครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือนไม่มีลูกที่มีรายได้สองทางเพิ่มขึ้น แต่ครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียวก็พบเห็นได้ทั่วไปมากขึ้นเช่นกัน
ผลสำรวจแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ระดับชาติพบว่า ระหว่างปี 2002-2021 สัดส่วนครัวเรือนที่มีลูกเพียงคนเดียวเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็นเกือบ 20%
"เมื่อมีเด็กทารกน้อยลง มันยากขึ้นที่จะคิดไอเดียใหม่ๆ สำหรับสินค้าเด็ก" โอตะกล่าว "ตอนนี้ชีวิตของผมหมุนรอบสุนัขของผม เช่นเดียวกับเพื่อนหลายคนของผม เวลาเจอกันเราก็คุยกันเรื่องสัตว์เลี้ยง"
"เทียบกับตลาดสินค้าเด็ก ภาคธุรกิจสัตว์เลี้ยงทำผลงานได้ดีกว่า" ฮิงูจิกล่าว "บริษัทต่างมองว่านี่เป็นภาคธุรกิจที่น่าเชื่อถือ...ในญี่ปุ่น สุนัขถูกมองเป็นเหมือนทารก เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เช่นเดียวกับที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากอุ้มลูกด้วยเป้หรือผ้าคล้อง เจ้าของสุนัขก็ทำแบบเดียวกันได้" ฮิงูจิกล่าวเสริม
บาร์บารา โฮลธูส์ (Barbara Holthus) นักสังคมวิทยาและผู้อำนวยการสถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาญี่ปุ่น กล่าวว่ากระแสการทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนมนุษย์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
"แต่ก่อนสุนัขหรือแมวอาจเป็นเพียงสมาชิกครอบครัวเพิ่มเติม แต่เมื่อสมาชิกครอบครัวคนอื่นและเด็กในบ้านน้อยลง ความสนใจก็เทไปที่สัตว์ตัวนี้อย่างเข้มข้นมาก" โฮลธูส์บอกกับอัลจาซีรา
"แต่มันซับซ้อนกว่าแค่การทดแทนลูกนะ สัตว์เลี้ยงรับบทบาทที่หลากหลายมาก" โฮลธูส์กล่าวเสริม "สัตว์เลี้ยงยังทดแทนคู่ชีวิตได้ด้วย หลังหย่าร้าง บางคนก็เลี้ยงสัตว์เลี้ยง หลังกลายเป็นหม้าย พวกเขาก็เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเช่นกัน บางครั้งสัตว์เลี้ยงก็ถูกมองเป็นเพื่อนเล่นให้ลูกคนเดียวของครอบครัว"
โฮลธูส์มองว่าญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชั้นดีของโครงสร้างครอบครัวที่กำลังเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเกิดขึ้นของ "ครอบครัวหลายสายพันธุ์"
โฮลธูส์ระบุว่าอัตราการเกิดที่ลดลง รวมถึงปัจจัยอย่างความเหงาและการขยายตัวของเมือง ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมกระแสการทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนมนุษย์จึงเด่นชัดเป็นพิเศษในญี่ปุ่น
ส่วนเหตุผลที่แบรนด์สินค้าทารกหันมาจับตลาดสัตว์เลี้ยง โฮลธูส์ให้คำอธิบายง่ายๆ ว่า "มันเข้าใจได้" เธอกล่าว "แน่นอนว่าบริษัทต่างต้องการทำเงิน และด้วยการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ตลาดของพวกเขาก็กำลังหายไป"
tag:#ญี่ปุ่น #Japan #สัตว์เลี้ยง #PetCare #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #อัตราการเกิด #Unicharm #Tokyo #FarangThai