ย้ายจากซีแอตเทิลมาเชียงใหม่เพื่อพักงาน แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเรื่องเกษียณก่อนวัย
- โจน่า ดันนิ่ง (Jona Dunning) ย้ายจากอเมริกามาอยู่ไทยกับครอบครัว หลังเบิร์นเอาต์จากงานบริษัทใหญ่
- เขาทุ่มเทเก็บเงินมาหลายปีเพื่อเกษียณก่อนวัย แต่กลับพบว่าตัวเองไม่ชอบชีวิตที่ไม่มีงานทำ
- สุดท้ายได้งาน remote ที่ช่วยให้บาลานซ์ระหว่างงานกับชีวิตครอบครัวที่อยากได้ลงตัวพอดี
โจน่า ดันนิ่ง ใช้เวลาหลายปีไต่บันไดองค์กรและเก็บออมแบบเอาจริงเอาจังเพื่อเกษียณก่อนวัย
เขาทำงานด้านการเงินอยู่ที่ซีแอตเทิล (Seattle) อาศัยอยู่กับภรรยาและลูกสองคน งานหนักมากแต่เงินดี เขามองว่ามันคือเส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน
"ฉันเข้าใจแล้วว่าเงินเดือนไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุขขึ้น แต่มันคือพาหนะที่ช่วยให้ครอบครัวฉันและตัวฉันเดินหน้าได้เร็วขึ้น" ดันนิ่ง วัย 40 ปี บอกกับ Business Insider
ปี 2561 (2018) โจน่าได้เลื่อนตำแหน่งที่เขารอมานาน แต่ก็พบว่ามันมาพร้อมความกดดันมหาศาล แมรี่ (Mary) ภรรยาของเขาสังเกตเห็นว่าเขาเริ่มเหม่อลอย ทั้งคู่เลยเริ่มคุยกันว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนอะไรบ้างแล้ว
คู่รักคู่นี้อยากไปใช้ชีวิตต่างประเทศมานานแล้ว โจน่าพร้อมจะพักยาว แมรี่เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ส่วนลูกๆ ตอนนั้นอายุ 1 ขวบกับ 3 ขวบ ยังเด็กพอที่จะปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
โจน่าซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันและโตมากับการกลับมาเที่ยวไทยบ่อยๆ บอกว่าเขาผูกพันกับเชียงใหม่ เมืองทางเหนือที่บินจากกรุงเทพฯ แค่ชั่วโมงเดียวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร สุดท้ายทั้งคู่ก็เลือกที่นี่
เพื่อให้การย้ายครั้งนี้เป็นจริง แมรี่ที่เคยเป็นครูประถมมาก่อนต้องหางานที่โรงเรียนนานาชาติให้ได้ เพื่อให้ครอบครัวได้วีซ่า
"ในเมื่อเรารู้แล้วว่าอยากอยู่เมืองไหน ฉันก็เลยหาข้อมูลโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ แล้วสมัครโรงเรียนที่รู้สึกว่าน่าจะเหมาะ" แมรี่เล่า พร้อมเสริมว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำงานนอกอเมริกา
พอเธอได้งานปุ๊บ แผนย้ายก็กลายเป็นความจริงในพริบตา
ที่ทำงาน โจน่าบอกเจ้านายว่าขอไป Sabbatical หรือพักงานยาว มิถุนายน 2562 (2019) ทั้งครอบครัวก็ย้ายมาเชียงใหม่
พักยาวที่รู้สึกไม่ใช่
ที่เชียงใหม่ โจน่าเรียนภาษาไทยอย่างจริงจัง อากาศที่อุ่นกว่าทำให้ได้อยู่กลางแจ้งมากขึ้น และเขาว่าวัฒนธรรมไทยอบอุ่นกับเด็กเล็กมาก
"ที่ไทย พาลูกไปร้านอาหาร ทุกคนรุมเอ็นดู ลูกจะวิ่งเล่นก็ไม่มีใครว่า" เขาพูด
แมรี่พบว่าเธอชอบทำงานที่โรงเรียนแห่งนี้ คลาสเล็กกว่า มีผู้ช่วยสอน งานเบากว่าตอนสอนที่อเมริกาเยอะ
"มันทำให้มีเวิร์ก-ไลฟ์บาลานซ์ที่ดีขึ้นจริงๆ" เธอบอก
ผ่านไปหกเดือน ทั้งคู่รู้สึกได้เลยว่าชอบชีวิตที่เชียงใหม่มาก แต่โจน่ากลับปรับตัวไม่ได้กับการที่ไม่ได้ทำงาน
"ฉันกังวลมากที่ไม่ได้ทำงาน ฉันคิดว่าจะสนุกกับการเป็นพ่อบ้านฟูลไทม์ เรียนภาษาไทยสบายๆ แต่จริงๆ แล้วไม่เลย" โจน่าบอก "นั่นคือบทเรียนใหญ่ของฉัน และสำหรับใครก็ตามที่มองเรื่อง FIRE ตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ"
เขาเพิ่งเห็นชัดว่าตัวตนและเป้าหมายชีวิตของเขาผูกอยู่กับการมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จขนาดไหน
ประมาณ 11 เดือนหลังย้ายมา เขาเปิดร้านเบอร์ริโตกับเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ ซึ่งช่วยให้เขารู้สึกมีเป้าหมายอีกครั้ง แต่ผ่านไปประมาณหกเดือน เขาก็ถอยจากธุรกิจนั้น หลังได้งาน remote ที่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคสัญชาติฮ่องกง
"พอได้งานนั้น ฉันบอกเลยว่านั่นคือตอนที่เราปักหลัก และฉันไม่เคยคิดย้ายกลับอเมริกาอีกเลย" เขาบอก
ลงหลักปักฐานที่เชียงใหม่
ตอนนี้ครอบครัวดันนิ่งอยู่ในบ้านที่สร้างเอง
พวกเขาซื้อที่ดินใกล้โรงเรียนนานาชาติที่ลูกๆ เรียน แล้วใช้งบประมาณ 12.1 ล้านบาท (ราว 377,000 ดอลลาร์สหรัฐ) สร้างบ้านเป็นของตัวเอง
บ้านสองชั้นหลังนี้แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสำหรับครอบครัว อีกฝั่งแบ่งเป็นยูนิต Airbnb สองยูนิตเหมือนกันเป๊ะ แต่ละยูนิตมีทางเข้าแยก สามห้องนอน และห้องนั่งเล่นแบบโอเพนแปลน
"การจะมีสระว่ายน้ำ ห้องน้ำกลางแจ้ง และพื้นที่สวนขนาดนี้ ถ้าเป็นบ้านเราอย่างเดียวคงไม่ได้" โจน่าบอก "วิธีเดียวที่จะ justify ได้คือมันสร้างรายได้ด้วย"
ยูนิต Airbnb แต่ละหลังปล่อยเช่าคืนละ 4,000–5,000 บาท ลูกค้าพักเฉลี่ยห้าคืน เขาใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการคุยกับแขก ส่วนแม่บ้านสองคนดูแลเรื่องทำความสะอาดระหว่างรอบ
พวกเขาสร้างชีวิตที่เชียงใหม่ขึ้นมายังไง
บ้านที่เชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเงินระยะยาวที่โจน่าวางไว้ เพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญของขบวนการ FIRE หรือ Financial Independence, Retire Early (อิสรภาพทางการเงิน เกษียณเร็ว)
ก่อนย้ายมาไทย ทั้งคู่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่อเมริกามาแล้ว
พวกเขามีอสังหาฯ สามแห่งในแถบซีแอตเทิล ได้แก่ ทาวน์เฮาส์ที่ซื้อมา 430,000 ดอลลาร์ในปี 2554 (2011) ดูเพล็กซ์ที่ซื้อ 387,500 ดอลลาร์ในปี 2560 (2017) เพื่อปล่อยเช่า และบ้านเดี่ยวราคา 510,000 ดอลลาร์ที่พวกเขาเคยอาศัยเองพร้อมปล่อยเช่า ADU (Accessory Dwelling Unit หรือบ้านหลังเล็กในรั้วเดียวกัน)
ตอนนี้ปล่อยเช่าหมดทั้งสามหลัง และพอโจน่ามีงานประจำแล้ว เขาก็ไม่ค่อยแตะรายได้จากค่าเช่าเท่าไร
อยู่เชียงใหม่ยังช่วยลดค่าครองชีพของครอบครัว ในขณะที่คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยซ้ำ
โจน่าบอกว่าครอบครัวสี่คนใช้จ่ายเดือนละประมาณ 160,000 บาท รวมค่าผ่อนบ้านที่เชียงใหม่และค่าใช้จ่ายดูแล Airbnb ส่วนค่าเทอมลูกได้สวัสดิการจากงานของแมรี่ ช่วยประหยัดไปได้เยอะ
การอยู่เชียงใหม่ทำให้พวกเขาได้เอ็นจอยของฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ บ่อยขึ้น แมรี่บอกว่า "การได้นวด ทำเล็บ อะไรแบบนี้ มันเอื้อมถึงมากๆ ที่นี่"
โจน่าทำงานจากบ้าน มักจะเริ่มวันด้วยการวิ่งหนึ่งชั่วโมง ส่วนแมรี่พอเลิกงานก็มีเวลาเทรนสองสามชั่วโมง เธอเล่นพาวเวอร์ลิฟติ้งแข่งขันด้วย
"เราเติมเวลาว่างด้วยอะไรที่พอใจกว่าเดิม ลูกๆ เราก็ฟิต เล่นกีฬาเก่ง เพราะเรามีเวลาไปทำกิจกรรมกับเขา" โจน่าบอก
การได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโรงเรียนนานาชาติยังช่วยให้สร้างวงเพื่อนได้ง่ายขึ้น ตอนอยู่ซีแอตเทิล พวกเขาอยู่ไกลจากเพื่อนๆ หลายคน แต่ที่นี่ทุกคนอยู่ในระยะขับรถ 20 นาทีจากกัน
แมรี่บอกว่าพวกเขาจัดปาร์ตี้มื้อค่ำ ปาร์ตี้สระน้ำ และ playdate ให้ลูกบ่อยๆ รวมถึงออกไปกินข้าวดื่มกับเพื่อนๆ แถวบ้าน
"เราไม่ได้แค่มีคอมมูนิตี้ เรามีเวลาฮังเอาต์กับพวกเขามากกว่าที่อเมริกาด้วยซ้ำ" โจน่าเสริม