ญี่ปุ่นเดินหน้าเจรจาทรัมป์ ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่าน
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เดินทางเยือนทำเนียบขาวในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่ง หลังสหรัฐฯ กดดันพันธมิตรให้ร่วมปกป้องเส้นทางเดินเรือสำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านปิดกั้นอยู่ในปัจจุบัน ตัวทาคาอิจิเองยอมรับว่าการพบปะครั้งนี้ “ยากมาก” ก่อนออกเดินทาง
ญี่ปุ่นเดินเกมละเอียดอ่อน ระหว่างมิตรภาพกับทรัมป์ และแรงต้านในประเทศ
การเยือนวอชิงตันของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ เพราะเธอกลายเป็นผู้นำพันธมิตรสำคัญรายแรกที่เข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ นับตั้งแต่เขาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบแห่งนี้คือเส้นเลือดหลักของการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางสู่ทั่วโลก การที่อิหร่านปิดกั้นเส้นทางนี้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและการค้าโลกสะดุด โดยเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด ญี่ปุ่นซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดจากตะวันออกกลาง ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองแห่งชาติกว่า 80 ล้านบาร์เรลออกมาแล้วในสัปดาห์นี้
ทาคาอิจิต้องเดินเส้นบางมาก ระหว่างการรักษาสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และการปกป้องผลประโยชน์ในประเทศ เพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสงครามของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สองของญี่ปุ่นก็จำกัดการใช้กำลังทหารเฉพาะเพื่อการป้องกันตัวเองเท่านั้น
แม้ทาคาอิจิจะเป็นนักการเมืองสายแข็งที่เร่งเพิ่มงบกลาโหมและต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเธอไม่มีทางส่งเรือรบญี่ปุ่นเข้าไปในพื้นที่สู้รบได้จริง สิ่งที่พอจะเสนอได้คือการช่วยกวาดทุ่นระเบิด ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของญี่ปุ่นเองในการรักษาเส้นทางขนส่งพลังงาน
พันธมิตรที่ใกล้ชิด แต่ไม่ได้ง่ายเสมอ ทาคาอิจิมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทรัมป์ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว และยังได้รับอานิสงส์จากความสนิทชิดเชื้อระหว่างทรัมป์กับอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ผู้เป็นเมนเทอร์ของเธอ แถมเธอยังเพิ่งนำพรรค LDP คว้าชัยถล่มทลายในการเลือกตั้งเดือนที่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าทรัมป์เป็นคนอารมณ์แปรปรวน และการสนทนาอาจพลิกผันได้ตลอดเวลา
นอกจากเรื่องอิหร่าน ทาคาอิจิยังหวังหารือเรื่องการค้า หลังศาลสูงสหรัฐฯ เพิ่งยกเลิกภาษีนำเข้าหลายรายการของทรัมป์ รวมถึงการส่งสัญญาณจีนในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเธอกังวลอย่างยิ่งว่าสงครามตะวันออกกลางกำลังดึงความสนใจและกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคนี้
จุดสำคัญที่ต้องติดตาม:
∙ ญี่ปุ่นปล่อยน้ำมันสำรองแห่งชาติ 80 ล้านบาร์เรล (ราว 45 วัน) เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน
∙ ทาคาอิจิหลีกเลี่ยงการสนับสนุนหรือวิจารณ์การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล
∙ ญี่ปุ่น+พันธมิตรยุโรปออกแถลงการณ์ร่วม พร้อม “มีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยทางเรือ”
∙ สหรัฐฯ กำลังย้ายกำลังทหารส่วนหนึ่งจากญี่ปุ่น (ปกติ 50,000 นาย) ไปยังตะวันออกกลาง
Source: NBC News