วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้คนอเมริกันขาดแคลนยาสามัญที่ใช้ทุกวัน
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาสามัญที่ชาวอเมริกันพึ่งพาถึง 90% ของใบสั่งยาทั้งหมด เนื่องจากอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตยาสามัญรายใหญ่ของโลกต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก และวัตถุดิบทางเคมีจำนวนมากต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนถึงโรงงานผลิตยา
ทำไมช่องแคบในตะวันออกกลางถึงเกี่ยวกับตู้ยาคนอเมริกัน
หลายคนอาจไม่รู้ว่าสหรัฐฯ นำเข้ายาสามัญจากอินเดียเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมด คิดเป็นราว 47% โดยปริมาณ ขณะที่อินเดียเองนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 40% ของความต้องการทั้งหมด น้ำมันดิบเหล่านี้ไม่ได้ใช้แค่เป็นเชื้อเพลิง แต่ยังเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการผลิตยาหลายชนิด เช่น กลีเซอรีนที่ใช้เป็นส่วนผสมในยาหลายประเภท หรือพาราเซตามอล (อะเซตามิโนเฟน) ที่ผลิตจากฟีนอลซึ่งเป็นสารเคมีที่ได้จากปิโตรเลียม
นอกจากนี้ สารเคมีจากจีนที่ใช้ในการผลิตยาจำนวนมากยังถูกรวบรวมผ่านศูนย์กระจายสินค้าในดูไบและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานในอินเดีย ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดคอขวดสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยาโลก
ยาสามัญเสี่ยงที่สุด เพราะกำไรน้อยที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายรายออกมาเตือนว่ายาสามัญจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรต่ำมาก เมื่อต้นทุนเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสูงขึ้น ผู้ผลิตแทบไม่มีช่องว่างในการรับภาระต้นทุนเพิ่มเติม ยากลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ได้แก่ ยาปฏิชีวนะอย่างอะม็อกซิซิลลิน ยาลดความดันโลหิต ยาเบาหวานอย่างเมทฟอร์มิน ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน และยาแก้ปวดทั่วไป
ค่าขนส่งทางอากาศจากอินเดียพุ่งขึ้น 200-350% ในบางเส้นทางแล้ว และเนื่องจากร้านขายยาส่วนใหญ่ใช้ระบบสต๊อกแบบ Just-in-Time ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้บริโภคอาจเริ่มเห็นปัญหาขาดแคลนภายใน 4-6 สัปดาห์
ไม่ใช่แค่ยาเท่านั้นที่อาจได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงเข็มฉีดอินซูลิน เจลล้างมือ ถุงมือยางไนไตรล์ และครีมทาผิวที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในการผลิตด้วย
ปัญหาซ้อนปัญหา: ตู้คอนเทนเนอร์เย็นติดค้างทั่วโลก
การขนส่งทางเรือเผชิญปัญหาซับซ้อนเป็นพิเศษ ยาหลายชนิดต้องรักษาอุณหภูมิตลอดการขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นต้องทำงานตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อเรือถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทาง ตู้สินค้าบางส่วนค้างอยู่ที่ท่าเรือต้นทาง บางส่วนติดอยู่ที่จุดเปลี่ยนเส้นทางซึ่งอาจไม่มีกำลังไฟเพียงพอรองรับตู้แช่เย็นจำนวนมาก ขณะที่ตู้คอนเทนเนอร์เปล่าก็ติดค้างในตะวันออกกลาง ไม่สามารถหมุนเวียนกลับไปบรรทุกสินค้าล็อตใหม่ได้
ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ต้องจับตา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นตื่นตระหนก ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายส่วนใหญ่มีสต๊อกสำรอง 30-60 วัน บางบริษัทมีถึง 3-6 เดือน สมาพันธ์ยาอินเดียระบุว่าบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่อย่าง Sun Pharma, Dr. Reddy’s และ Lupin ผ่านวิกฤตมาแล้วหลายครั้งทั้งโควิด-19 ปัญหาทะเลแดง และสงครามยูเครน จึงมีแผนรับมือการหยุดชะงักอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวเชิงบวก เช่น Lupin ประกาศแผนลงทุน 250 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานใหม่ในฟลอริดาเพื่อผลิตยาโรคทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตบางส่วนเข้ามาในสหรัฐฯ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อส่งน้ำมันให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงอินเดีย แต่คำถามสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนจับตาคือ สถานการณ์จะยืดเยื้อนานแค่ไหน เพราะยิ่งสงครามยาวนาน ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
สรุปประเด็นสำคัญ:
∙ สหรัฐฯ นำเข้ายาสามัญจากอินเดียราว 47% ของปริมาณทั้งหมด
∙ อินเดียพึ่งพาน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 40%
∙ ค่าขนส่งทางอากาศจากอินเดียพุ่งขึ้น 200-350% ในบางเส้นทาง
∙ หากยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นปัญหาขาดแคลนภายใน 4-6 สัปดาห์
∙ ยากลุ่มเสี่ยง: ยาปฏิชีวนะ ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน พาราเซตามอล
∙ ผู้ผลิตส่วนใหญ่มีสต๊อกสำรอง 1-6 เดือน
Source: CNBC