อิบราฮิม ตราโอเร: ฮีโรโซเชียลหรือเผด็จการซ่อนรูป
ที่มา: เรียบเรียงจาก DW (Deutsche Welle) โดย Philipp Sandner, เผยแพร่ 10 กันยายน 2025
ผู้นำทหารบูร์กินาฟาโซถูกยกเป็นไอคอนต่อต้านตะวันตกบนโลกออนไลน์ แต่ภายในประเทศกลับปิดปากสื่อ ริดรอนสิทธิพลเมือง และออกกฎหมายเลือกปฏิบัติชุดใหม่
เมื่อภาพลักษณ์ออนไลน์สวนทางความจริงในประเทศ
เพจอย่าง "Traore Vision" หรือ "Traore Builds Africa" ปั้นภาพกัปตันอิบราฮิม ตราโอเร (Ibrahim Traore) ให้เป็นผู้นำหนุ่มวัย 37 ที่กล้าท้าชนมหาอำนาจตะวันตก มีแผนลับพลิกโฉมประเทศ และกำลังสร้างบูร์กินาฟาโซ (Burkina Faso) ให้เป็นมหาอำนาจแห่งแอฟริกา วาทกรรมต่อต้านฝรั่งเศสที่เขาใช้ทำให้หลายคนเปรียบเขากับโทมัส ซังการา (Thomas Sankara) อดีตผู้นำระดับตำนานที่ถูกลอบสังหารเมื่อปี 1987 หลังผลักดันแนวทางเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างแข็งกร้าว
พอล เมลลี (Paul Melly) นักวิเคราะห์ภูมิภาคซาเฮลจากแชแทมเฮาส์ (Chatham House) ในลอนดอน ระบุว่า ตราโอเรสร้างภาพตัวเองเป็นนักปฏิวัติรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นสู้กับอดีตเจ้าอาณานิคมได้อย่างมีพลัง และการเข้าถึงผู้คนผ่านโซเชียลมีเดียของเขานั้นกว้างขวางมาก
แต่เบื้องหลังภาพจำเหล่านี้ สถานการณ์ในประเทศกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ยึดอำนาจด้วยข้ออ้างความมั่นคง แต่สามปีผ่านไปยังแก้ไม่ได้
ตราโอเรขึ้นสู่อำนาจจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2022 โดยโค่นผู้นำทหารอีกคนที่เพิ่งยึดอำนาจจากประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งไปไม่กี่เดือนก่อนหน้า เขาให้เหตุผลว่าการก่อการร้ายลุกลามจนรัฐบาลเดิมรับมือไม่ไหว พร้อมสัญญาสองข้อ — ปราบกลุ่มติดอาวุธให้ได้ภายในหกเดือน และจัดเลือกตั้งภายในหนึ่งปี
ทั้งสองสัญญาไม่เคยเกิดขึ้นจริง แค่หกเดือนหลังยึดอำนาจ เขาก็ประกาศตรงๆ ว่า "การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน"
ด้านความมั่นคงยิ่งย่ำแย่ เมลลีประเมินว่าราว 70% ของพื้นที่ประเทศอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลหรือตกอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธ เหตุโจมตีครั้งใหญ่ที่เมืองบาร์ซาโลโก (Barsalogho) เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 คร่าชีวิตพลเรือนหลายร้อยคน และแทนที่จะแก้ปัญหา รัฐบาลกลับเลือกปิดกั้นการรายงานข่าวเรื่องการโจมตีและจำนวนผู้เสียชีวิต
รื้อพันธมิตรเก่า ผูกมิตรรัสเซีย
นอกจากกวาดล้างฝ่ายค้านและสื่อในประเทศแล้ว ตราโอเรยังพลิกแนวทางการต่างประเทศแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เขาสั่งขับทหารฝรั่งเศสออกจากประเทศเมื่อต้นปี 2023 จากนั้นจับมือกับมาลี (Mali) และไนเจอร์ (Niger) ซึ่งปกครองโดยทหารเช่นกัน ตั้ง "พันธมิตรรัฐซาเฮล" (Alliance of Sahel States — AES) ถอนตัวจากกลุ่มเอโควาส (ECOWAS) และกลุ่ม G5 ซาเฮล แล้วหันไปพึ่งพารัสเซียทั้งด้านการทหารและการเมืองแทน
กฎหมายใหม่ที่สั่นสะเทือนสิทธิพลเมือง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บูร์กินาฟาโซผ่าน "กฎหมายครอบครัว" ฉบับใหม่ที่กำหนดให้ความสัมพันธ์เพศเดียวกันเป็นอาชญากรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ ยิ่งกว่านั้น กฎหมายฉบับเดียวกันยังเปิดทางให้รัฐบาลถอนสัญชาติจากประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ตราโอเรอย่างเปิดเผย
อุสมาน อาลี ดิอาโล (Ousmane Aly Diallo) จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) มองว่ารัฐบาลทหารทั้งสามประเทศในซาเฮลกำลังใช้วาทกรรมอธิปไตยมาเป็นข้ออ้างในการออกมาตรการเลือกปฏิบัติที่อาจละเมิดหลักความเสมอภาคตามกฎหมาย
ทำไมข่าวนี้สำคัญ?
ปรากฏการณ์ตราโอเรสะท้อนแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคซาเฮลของแอฟริกา — ผู้นำทหารใช้กระแสต่อต้านอดีตเจ้าอาณานิคมเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ขณะเดียวกันก็รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ปิดพื้นที่สื่อ และจำกัดสิทธิของประชาชน
จัสติน ยาร์กา (Justin Yarga) นักข่าวบูร์กินาฟาโซที่ลี้ภัยอยู่ในสวีเดน เล่าว่าแม้จะมีการเปิดโปงกลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล คนในประเทศกลับไม่สนใจ หลายคนตอบกลับว่าไม่แคร์แม้จะเป็นโปรปากันดา ขอแค่รัฐบาลพูดถูกเรื่องฝรั่งเศสก็พอ
แพทริก กาทารา (Patrick Gathara) นักวิเคราะห์การเมืองจากเคนยา ชี้ว่าคนในภูมิภาคกำลังแสวงหา "ฮีโร" มากกว่าจะสร้างสถาบันที่แข็งแกร่งพอจะตรวจสอบและจำกัดอำนาจผู้นำ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้นำคนเดียวไม่มีทางแก้ได้
สำหรับคนไทย ภาพนี้อาจชวนให้นึกถึงบทเรียนที่คุ้นเคย เมื่อความนิยมบนโลกออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจริง