อเมริกาแทบไม่ใช้น้ำมันตะวันออกกลาง แล้วทำไมราคาน้ำมันถึงพุ่ง
โดย แดเนียล เดอ วิเซ
9 เมษายน 2026
ถ้าสหรัฐฯ ซื้อน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียน้อยมาก แล้วทำไมสงครามในภูมิภาคนี้ถึงทำให้ราคาน้ำมันในอเมริกาพุ่งขึ้น
ในสุนทรพจน์ต่อประชาชนเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พูดถึงสงครามอิหร่านและการแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันและน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวว่า "สหรัฐฯ แทบไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย และจะไม่นำเข้าในอนาคตด้วย เราไม่ต้องการมัน เราไม่เคยต้องการ และเราไม่ต้องการ"
จริงอยู่ที่สหรัฐฯ พึ่งพาน้ำมันต่างประเทศน้อยกว่าในอดีต และจากน้ำมันที่นำเข้าทั้งหมด มีเพียง 8% เท่านั้นที่มาจากตะวันออกกลาง
แล้วทำไมราคาน้ำมันเบนซินที่ปั๊มในอเมริกาถึงพุ่งกระฉูดล่ะ?
เมื่อวันที่ 8 เม.ย. น้ำมันเบนซินธรรมดาในสหรัฐฯ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่แกลลอนละ 4.16 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3.45 ดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน และต่ำกว่า 3 ดอลลาร์เมื่อต้นปี ตามข้อมูลของ AAA
ราคาน้ำมันดิบร่วงลงในวันเดียวกัน หลังมีข่าวการหยุดยิงชั่วคราว ราคาน้ำมันเบนซินอาจตามลงมาด้วย แต่อย่าหวังว่าจะกลับไปแกลลอนละ 3 ดอลลาร์เร็วๆ นี้
เจสัน เชงเกอร์ (Jason Schenker) ประธาน Prestige Economics กล่าวก่อนการหยุดยิงว่า "ถ้าความขัดแย้งยุติลงอย่างมีนัยสำคัญ ผมคาดว่าราคาน้ำมันจะลดลงค่อนข้างเร็ว แต่ผมไม่คิดว่าจะกลับไปต่ำเท่าเดิม"
ทำไมสงครามอิหร่านถึงทำให้ราคาน้ำมันในอเมริกาขึ้น
อเมริกาผลิตน้ำมันดิบมากกว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ข้อมูลเดือน ม.ค.) และส่งออกน้ำมันมากกว่านำเข้า แต่ก็บริโภคน้ำมันมหาศาลเช่นกัน โดยนำเข้าประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมีเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้นที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย
จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ หลายคนอาจคิดว่าสงครามในตะวันออกกลางไม่น่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันในสหรัฐฯ แต่คิดผิดแล้วล่ะ
มาร์ก แซนดี (Mark Zandi) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody's Analytics อธิบายว่า "มันเป็นตลาดโลก น้ำมันไหลไปหาราคาสูงสุดเสมอ ถ้าเรือบรรทุกน้ำมันได้ราคาดีกว่าที่มาเลเซียมากกว่ารอตเทอร์ดามหรือริโอเดจาเนโร มันก็จะไปมาเลเซีย"
เมื่อสหรัฐฯ เริ่มโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ราคาน้ำมันก็พุ่งขึ้นทั่วโลก
ตามดัชนี West Texas Intermediate (WTI) ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากประมาณ 67 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 27 ก.พ. เป็นประมาณ 105 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 30 มี.ค.
ราคาน้ำมันพุ่งเพราะสงครามอิหร่านทำให้อุปทานในภูมิภาคชะงัก ทั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อันตรายในการขนส่งน้ำมัน และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมัน รวมถึงปัจจัยอื่นๆ
สงครามคุกคามอุปทานน้ำมันไปยังภูมิภาคที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างหนัก รวมถึงบางส่วนของเอเชียและยุโรป ราคาจึงพุ่งขึ้นทุกที่ รวมถึงในอเมริกาด้วย
เจมส์ ค็อกซ์ (James Cox) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Harris Financial Group กล่าวว่า "ทุกคนแย่งกันซื้อน้ำมันบาร์เรลเดียวกัน ไม่ว่าจะผลิตในเท็กซัส อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย หรือรัสเซียก็ตาม"
สหรัฐฯ เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก แต่ก็เป็นผู้บริโภคอันดับ 1 ด้วย และผู้ผลิตน้ำมันอเมริกันก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก
แซนดีกล่าวว่า "เราผลิตได้เท่ากับที่บริโภค แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ผลิตในประเทศก็จะขายให้กับคนที่จ่ายราคาสูงสุดเช่นกัน พวกเขาเป็นนักธุรกิจ"
ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เปราะบางต่อวิกฤตน้ำมันตะวันออกกลางเป็นพิเศษ เพราะน้ำมันส่วนมากมาจากภูมิภาคนั้น นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ราคาน้ำมันในแคลิฟอร์เนียพุ่งไปถึงแกลลอนละ 5.93 ดอลลาร์ เคท กอร์ดอน (Kate Gordon) ซีอีโอของ California Forward องค์กรไม่แสวงหากำไรด้านความยั่งยืน กล่าว
เธอกล่าวว่า "เราไม่ได้รับน้ำมันจากฝั่งตะวันออกของเทือกเขาร็อกกีเลย"
ครั้งนี้ไม่ซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันยุค 70
แคลิฟอร์เนียและทั่วประเทศยังพอใจได้ว่าสงครามอิหร่านไม่ได้ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ มีคิวยาวที่ปั๊มบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยากประหยัดเงินสักนิดที่ Costco
ซึ่งต่างจากวิกฤตน้ำมันยุค 1970 อย่างมาก ที่ตอนนั้นมีการปันส่วน ควบคุมราคา ขาดแคลน จำกัดความเร็ว 55 ไมล์ต่อชั่วโมงทั่วประเทศ และคิวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมัน
สำหรับผู้บริโภคอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์มองว่าสงครามอิหร่านสร้างความลำบากมากกว่าวิกฤต คนขับรถจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น บริษัทน้ำมันได้กำไรมากขึ้นจากน้ำมันที่ขาย
บางประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า ได้ออกมาตรการปันส่วน ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ทำงานจากบ้าน และเรียกร้องให้ประชาชนใช้แอร์น้อยลงและใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
นิโคไล รูสซานอฟ (Nikolai Roussanov) ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า "พูดได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมค่อนข้างมีภูมิคุ้มกันต่อแรงกระแทกนี้ เพราะเราเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่นั่นไม่ได้ช่วยผู้บริโภคที่ปั๊มน้ำมันเลย"
ราคาน้ำมันจะลงเร็วแค่ไหนหลังหยุดยิง
หลังการหยุดยิง ผู้สังเกตการณ์หลายคนคาดว่าราคาน้ำมันจะลดลงเร็ว แต่ไม่ถึงแกลลอนละ 3 ดอลลาร์
แซนดีกล่าวว่า "ถ้ามีการหยุดยิง ราคาน่าจะกลับไปอยู่ที่ 3.50 ดอลลาร์ภายในปลายฤดูร้อน แต่น่าจะค้างอยู่ตรงนั้นสักพัก"
ค็อกซ์กล่าวว่า ราคาน้ำมันจะยังอยู่ในระดับสูงอีกหลายเดือน เว้นแต่จะมีแหล่งผลิตใหม่เข้ามา
แซนดีเสริมว่า "ค่าประกันเรือที่ผ่านช่องแคบจะเพิ่มขึ้น การหยุดยิงอาจล้มเหลวได้เสมอ และเทรดเดอร์ก็จะต้องการส่วนเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น"
ค็อกซ์เสริมว่าส่วนเพิ่มนี้ "น่าจะคงอยู่อีกสักพัก" โดยชี้ว่าสัญญาน้ำมันล่วงหน้ายังคงอยู่ในระดับสูงจนถึงสิ้นปี 2569
โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากสงครามอิหร่าน กอร์ดอนกล่าวว่าบางส่วน "ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างใหม่" ในระหว่างนั้น อุปทานน้ำมันโลกจะยังคงตึงตัว
แซนดีกล่าวทิ้งท้ายว่า "ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ปีนี้"
#Trump #Iran #KhargIsland #StraitOfHormuz #OilCrisis #USNEWS #USA #UsNews #MiddleEastConflict #USMilitary #IranWar #OilPrices #IRGC #Hezbollah #Israel #Iraq #GulfCrisis #MojtabaKhamenei #EnergyMarket #GlobalSupplyDisruption #PeteHegseth #USNavy #RegionalWar #ทรัมป์ #อิหร่าน #เกาะคาร์ก #ช่องแคบฮอร์มุซ #วิกฤตน้ำมัน #สงครามตะวันออกกลาง #กองทัพสหรัฐ #สงครามอิหร่าน #ราคาน้ำมัน #กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ #เฮซบอลเลาะห์ #อิสราเอล #อิรัก #วิกฤตอ่าวเปอร์เซีย #คาเมเนอี #ตลาดพลังงาน #พลังงานโลก #เฮกเซธ #กองทัพเรือสหรัฐ #สงครามภูมิภาค